14 June, 2013

น้ำมันมะพร้าวสารพัดประโยชน์

มะพร้าวเป็นพืชที่ใช้กันในครัวเรือนของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นพืชที่มีประโยชน์ทุกส่วน ที่นิยมนำมาใช้กันมาคือ ผลมะพร้าว ตั้งแต่นำมะพร้าวมาขูดคั้นกะทิ และเคี่ยวเอาน้ำมันมาใช้ โดยเคี่ยวในกระทะ แต่ปัจจุบันเมื่อวิทยาการดีขึ้น จึงมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการนำมะพร้าวมาสกัดแบบเย็นเพื่อให้ได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% และรักษาคุณประโยชน์ที่อาจสลายไปได้ถ้าสกัดโดยใช้ความร้อน

น้ำมันมะพร้าว 100 %
น้ำมันมะพร้าว อุดมไปด้วยวิตามินอีและกรดลอริค (Lauric Acid)  และจะเปลี่ยนเป็นสารมาโนลอรีน (Monolaurin) เมื่อบริโภค ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในน้ำนมมารดา กรดลอริคเป็นไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง (Meduim Chain Fatty Acids : MCFAs) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระและเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงมีความสามารถในการเพิ่ม HDL ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ เมื่อโดนความร้อนจะไม่เปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ (Trans Facts) ซึ่งเป็นไขมันชนิดเลว และจะเป็นผลร้ายต่อร่างกาย
น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพและความงาม รวมทั้งยังนำไปใช้ในทางการแพทย์อุตสาหกรรม อาหาร เครื่องสำอาง และสปา

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว
1. Oil pulling
ใช้อมบ้วนปากหลังตื่นนอน ก่อนแปรงฟัน อมไว้ประมาณ 20 นาที ช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ ฟันขาวขึ้น ฟันแน่นขึ้น

2. ใช้รับประทาน
สูตรลดไขมัน รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหาร 30 นาที เช้า-กลางวัน ช่วยในการขับถ่าย ล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL เพิ่ม HDL ซึ่งดีกับสุขภาพ
สูตรเพิ่มน้ำหนัก รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร เช้า-เย็น

3. ใช้ภายนอก
 ใช้สำลีชุบน้ำหมาดๆ หยดน้ำมันลงไป เช็ดเครื่องสำอางก่อนล้างหน้า
ใช้ทาบางๆ หลังทำความสะอาดผิวหน้า จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
ใช้บำรุงผิวจะช่วยรักษาผิวให้นุ่มชุ่มชื่น
บำรุงผมโดยการหมกก่อนสระ หรือชโลมเส้นผมบางๆ ไม่ต้องเช็ดออก จะช่วยทำให้รากผมแข็งแรง ผมดกดำเงางาม ช่วยป้องกันและรักษารังแค
ใช้บำรุงมือให้ความชุ่มชื่น ลดความหยาบกราบทำให้มือนุ่มน่าสัมผัสและทำให้เล็บแข็งแรง
ใช้เป็นน้ำมันสำหรับนวดคลายเส้น นวดตัวหรือทำสปา

4. อุตสาหกรรมแปรรูป
1 อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เวชภัณฑ์
ครีมทาผิวหน้าผิวกาย
ลิปสติก
ครีมหล่อลื่นฯลฯ
2. อุตสาหกรรมทำความสะอาดสิ่งของ
น้ำยาล้างจาน
น้ำยาล้างรถ
น้ำยาขัดโลหะ ฯลฯ
3. อุตสาหกรรมทำความสะอาดร่างกาย
สบู่
แชมพูสระผม
ครีมนวดผม ฯลฯ
4.อุตสาหกรรมสปาและความงาม
เป็นส่วนผสมหลักของน้ำมันหอม น้ำมันหอมระเหย ทำน้ำมันนวดคลายเส้น นวดตัว
ทาผิวช่วยลดความหยาบกร้านของผิว ป้องกันผิวแห้งเป็นสะเก็ด

5. อาหารเสริม (Functional Food)
ป้องกันรักษาโรคเบาหวาน
ป้องกันรักษาโรคสะเก็ดเงิน
ป้องกันรักษาโรคความดัน
บรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี
ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง
ป้องกันรักษาโรคในช่องปาก ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
ป้องกันรักษาโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด
ฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อนให้เกิดความปกติของเม็ดเลือดขาว เช่น โรคงูสวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด 2009 โรคภูมิแพ้ เป็นต้น
ช่วยป้องกันรักษาการเกิดมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ข้อดีของน้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรค
น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค เพราะมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. ฆ่าเฉพาะเชื้อโรคที่มีไขมันเป็นเกราะหุ้มเซลล์ น้ำมันมะพร้าวสามารถละลายเกราะไขมันที่ห่อหุ้มเซลล์ของเชื้อโรคทั้งที่เป็นแบคทีเรียและไวรัส  แบคทีเรียที่มีไขมันห่อหุ้มเซลล์ที่ถูกน้ำมันมะพร้าวทำลายได้ ได้แก่ แบคทีเรียในลำไส้เล็ก แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอักเสบปวดหู ปวดตามข้อ กล้ามเนื้อ ฟันผุ อาหารเป็นพิษ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หนองใน บาดทะยัก ฯลฯ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ คางทูม เริม ปากเท้าเปื่อย มะเร็งปากมดลูก
2.ไม่ฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ในการใช้ยาปฏิชีวนะทั่วไปนั้น นอกจากเชื้อโรคจะตายแล้ว จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ต่อต้านเชื้อรา เชื้อยีสต์ ซึ่งยาปฏิชีวนะฆ่าไม่ได้ ทำให้จุลินทรีย์พลอยตายไปหมดทำให้เชื้อรา เชื้อยีสต์ สามารถเจริญเติบโตต่อไปและก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา แต่น้ำมันมะพร้าว ไม่ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เหล่านั้น
3.ไม่เกิดการดื้อยา ยาปฏิชีวนะก่อให้เกิดการดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ไม่ได้ผล แต่น้ำมันมะพร้าวฆ่าเชื้อโรคตายราบคาบ เพราะเยื่อหุ้มเซลล์ถูกละลาย แล้วโมโนลอริน เข้าไปฆ่าทีหลัง
4.ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย โมโนลอรินในน้ำนมแม่ สามารถฆ่าเชื้อโรคในร่างกายของทารกได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายของทารกแต่อย่างใด ดังนั้น น้ำมันมะพร้าวจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้ใหญ่เช่นกัน

การเก็บรักษา
น้ำมันมะพร้าวจะเป็นไขสีขาวขุ่นเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 23 oC ควรปิดภาชนะที่ใส่ให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและห่างจากแสงแดด

จากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียน คือ เคยมีอาการปวดหู มาหลายวัน ทำอย่างไรก็ไม่หาย เลยลองใช้น้ำมันพร้าวบริสุทธิ์แบบสกัดเย็นยี่ห้อมาหยอดหู ทิ้งไว้สักครู่่ก็ตะแคงเอาน้ำมันออกและเอาไม้ปั่นหูซับเบาๆ พอให้หมาดๆ ปรากฏว่าอาการปวดหูได้หายไปอย่างอัศจรรย์ ตัวเองจึงมั่นใจว่าน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์มากจริงๆ ทั้งกินทั้งทาทั้งเป็นยาทาได้อีกต่างหาก




11 February, 2013

สูตรขัดหน้าผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน

การขัดหน้านั้นทำเพื่อต้องการให้ผิวพรรณสะอาด ดูเปล่งปลั่ง และขจัดเซลล์เก่าให้หลุดไป บทความ thaisutra วันนี้มีสูตรขัดหน้าสำหรับผู้ที่ต้องการทำเองอยู่ที่บ้าน ซึ่งส่วนผสมก็หาได้ง่ายๆ ค่ะ มี 3 สูตรด้วยกัน สำหรับผิวที่แตกต่างกันออกไป คือ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง และผิวมัน ใครมีสภาพผิวแบบไหนก็เลือกนำไปใช้ให้เหมาะกับตนเองได้เลยค่ะ

สูตรขัดหน้าสำหรับผิวธรรมดา
ส่วนผสม
1. นมสดรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
2. มะเขือเทศทั้งเปลือกสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
3. กล้วยน้ำว้าบดละเอียด 1 ช้อนชา
4. เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. นำส่วนผสมท้ั้งหมดมาคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบนใบหน้าและลำคอให้ทั่ว
2. ขัดหน้าเบาๆ ด้วยปลายนิ้วกลางและนิ้วนาง ประมาณ 5 นาที
3. เมื่อเวลาครบแล้ว ให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นสะอาด เพื่อให้รูขุมขนเปิด และครีมขัดที่พอกอยู่หลุดออกให้หมด แล้วรีบใช้น้ำเย็นล้างหน้าอีกครั้งเพื่อให้รูขุมขนปิด และกระชับ ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจึงจะเห็นผลค่ะ

สูตรขัดหน้าสำหรับผิวแห้ง
ส่วนผสม
1. นมสดรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
2. มะละกอสุกบดให้ละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
3. ไข่แดง 1 ช้อนชา
4. เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนชา


วิธีทำ
1. นำส่วนผสมท้ั้งหมดมาคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบนใบหน้าและลำคอให้ทั่ว
2. ขัดหน้าเบาๆ ด้วยปลายนิ้วกลางและนิ้วนาง ประมาณ 5 นาที
3. เมื่อเวลาครบแล้ว ให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นสะอาด เพื่อให้รูขุมขนเปิด และครีมขัดที่พอกอยู่หลุดออกให้หมด แล้วรีบใช้น้ำเย็นล้างหน้าอีกครั้งเพื่อให้รูขุมขนปิด และกระชับ ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจึงจะเห็นผลค่ะ

สูตรขัดหน้าสำหรับผิวมัน
ส่วนผสม
1. น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ
2. ไข่ขาว 1 ช้อนชา
3. น้ำมะนาวคั้น 1 ช้อนชา
4. เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนชา


วิธีทำ
1. นำส่วนผสมท้ั้งหมดมาคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบนใบหน้าและลำคอให้ทั่ว
2. ขัดหน้าเบาๆ ด้วยปลายนิ้วกลางและนิ้วนาง ประมาณ 5 นาที
3. เมื่อเวลาครบแล้ว ให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นสะอาด เพื่อให้รูขุมขนเปิด และครีมขัดที่พอกอยู่หลุดออกให้หมด แล้วรีบใช้น้ำเย็นล้างหน้าอีกครั้งเพื่อให้รูขุมขนปิด และกระชับ ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจึงจะเห็นผลค่ะ


สูตรขัดหน้าทั้ง 3 สูตรนี้ไม่ได้ยุ่งยากเลยใช่มั้ยคะ แถมส่วนผสมก็หาได้ง่ายอีกต่างหาก รีบลองไปทำกันดูนะคะ แล้วได้ผลยังไงก็อย่าลืมบอกด้วยนะคะ

12 November, 2012

การเตรียมตัวก่อนล้างพิษ

เมื่อคุณอยากลองล้างพิษด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าอยากทำก็ทำเลยนะคะ มันต้องมีการเตรียมตัวก่อนล้างพิษ ซึ่งกินเวลาประมาณ 5-7 วัน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมร่างกาย และปรับให้ร่างกายคุ้นเคยกับการลดปริมาณอาหาร โดยเฉพาะลดการทานเนื้อสัตว์และแป้งลง

การเตรียมตัวก่อนล้างพิษ
1. เริ่มลดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งทุกวัน เช่น วันนี้ลดอาหารมื้อเช้า เปลี่ยนจากอาหารเช้าเป็นผลไม้ 1 ผล พรุ่งนี้มื้อกลางวัน เปลี่ยนจาก ก๋วยเตี๋ยวเป็นสลัดผัก

2. ฝึกตนเองให้ชิ้นกับการกินผลไม้หลังอาหาร อย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งมื้อของทุกวัน

3. ดื่่มน้ำเปล่ามากๆ ประมาณ 10 แก้วต่อวัน

4. หลังตะวันตกดินอย่ากินอาหาร ถ้าหิวมากให้กินผักสดๆ ผลไม้สดๆ 

5. เริ่มงดอาหารรสจัดๆ ทั้งหลาย และลดระดับความเข้มข้นของรสชาติไม่ว่าจะเป็นหวาน เปรี้ยว เค็ม ลง

6. ในการเตรียมก่อนล้างพิษ ให้ค่อยๆ ลดการกินเนื้อสัตว์บางมื้อในบางวัน และบางวันลดเนื้อสัตว์ลง 2 มือ แต่เปลีี่ยนไปกินอาหารประเภทผักหรือเต้าหู้แทน

7. อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่กินได้ในช่วงเตรียมตัวล้างพิษ คือ ปลาเล็กปลาน้อย อาหารทะเล เหล่านี้กินได้ 1-2 ครั้ง ส่วนเนื้อสัตว์อื่นๆ ก็ควรลดลงนะคะ

ในการเตรียมตัวก่อนล้างพิษนั้น คุณควรทำตามทั้ง 7 ข้อ เพื่อให้ร่างกายได้เตรียมพร้อมสำหรับการล้างพิษค่ะ  

08 November, 2012

ลดต้นแขนให้แน่นสวย


เว็บ thaisutra วันนี้ได้นำบทความเกี่ยวกับการลดต้นแขนที่เป็นปัญหาของใครหลายๆ คนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ซึ่งเป็นท่าบริหารหลายๆ ท่าให้เลือกทำกันตามใจชอบพยายามทำให้สม่ำเสมอแล้ว แขนเรียว ต้นแขนเล็ก แต่แข็งแรงแบบมีสุขภาพจะเป็นของคุณได้ไม่ยากค่ะ

ท่าที่ 1 
1. ยืนตัวตรง แยกขาออกจากกันเล็กน้อย เขย่งปลายเท้าขึ้น
2. ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือหัวและประสานมือกันไว้
3. แอ่นตัวไปด้านหลังให้มากที่สุด โดยที่มือยังประสานกันอยู่ ทำท่านี้ 30 ครั้ง

ท่าที่ 2 
1. ยืนตัวตรง ขาชิดกัน
2. ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือหัวและประสานมือกันไว้
3. ดึงแขนซ้ายลงมาจนท่อนแขนแนบลำตัวด้านซ้าย แล้วยกแขนขึ้นชูตรงเหมือนเดิม
4. ดึงแขนขวาลงมาจนท่อนแขนแนบลำตัวด้านขวา ทำท่านี้ 30 ครั้ง

ท่าที่ 3 
1. ยืนตัวตรง แยกขาออกจากกันเล็กน้อย
2. ยกแขนทั้งสองมาไว้ข้างหน้า โดยให้ข้อศอกทั้งสองซ้อนกันอยู่ ท่านี้จะคล้ายกับการกอดตนเอง
3. สะบัดแขนออกไปด้านข้างอย่างเร็วแรง ทำท่านี้ 30 ครั้ง

ท่าที่ 4
1. ยืนตัวตรงแยกขาออกจากกันเล็กน้อย
2. ประสานมือไว้ด้านหลัง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด พร้อมๆ กับเหวี่ยงแขนไปข้างหน้าให้มากที่สุด แต่ต้องอย่าให้มือที่ประสานหลุดออกจากกัน
3. ทำ 30 ครั้ง


ท่าที่ 5 
1. ยืนตัวตรงแยกขาออกจากกันเล็กน้อย
2. กางแขนทั้งสองจนตั้งฉากกับพื้น
3. งอข้อศอกด้านซ้ายเข้ามาที่ลำตัว โดยให้ปลายนิ้วของมือซ้ายแตะที่หน้าอก
4. สลับมาทำกับแขนขวาเหมือนกับแขนซ้าย
5. ทำ 30 ครั้ง

ออกกำลังกายท่าทั้ง 5 นี้ให้สม่ำเสมอ แล้วต้นแขนของคุณจะสวยแน่นอนค่ะ 

03 November, 2012

ผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่น ครีมนวด และการบำบัดการนวดต่างๆ ช่วยลดน้ำหนัก และทำให้ผอมได้จริงหรือไม่ และมันคุ้มค่าเงินที่ต้องจ่ายจริงหรือเปล่า?

มีหลายโฆษณาที่ฟังแล้วดูแล้ว แหม น่าทดลองใช้จริงๆ ใช้ก็ง่าย แค่ทาถูๆ วันละ 2 ครั้ง ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ บรรดาผิวส้มก็จะหายไป

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมักจะยกเอาผลการวิจัยจากสถาบันโน่นนี่นั่น มาอ้างว่า ครีมประเภทนี้ช่วยลดช่วงเอวได้เป็นนิ้วๆ ปรับรูปร่างคุณให้ดูดีขึ้น หรือทำให้รูปร่างกระชับขึ้น และนอกจากพวกเครื่องสำอางก็ยังมีบริการเสริมด้านความงามต่างๆ ที่เป็นทางเลือกให้คุณเลือกได้ เช่น

บริการด้านความงามต่างๆ
การห่อตัวการนวด การใช้คลื่นไฟฟ้าประเภทที่ไม่ทำให้เจ็บปวด  การนวดนั้นจะช่วยทำให้ผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากเนื้อเยื่อ คุณจะรู้สึกดีขึ้นหลังนวด แต่ไม่ได้ทำให้ผอมลง

การห่อตัวจะช่วยให้คุณลดไปได้หลายนิ้ว แต่ก็เป็นแค่การลดของเหลว ซึ่งก็เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการผอมสำหรับโอกาสพิเศษ

การใช้กระแสไฟฟ้าที่ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานในขณะที่คุณนอนอ่านหนังสือ ดูทีวี  แต่การออกกำลังกายก็ย่อมให้ผลดีกว่า

ครีมลดไขมัน
มีครีมหลากหลายประเภทที่อ้างสรรพคุณมากมาย แต่มันจะได้ผลต่อเมื่อคุณรับประทานอาหารให้น้อยลง และลดการบริโภคไขมัน คาร์โบไฮเดรต และต้องขยับร่างกายให้มากขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามครีมเหล่านี้ก็ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียน นุ่ม น่าสัมผัส


13 October, 2012

ผมสวยด้วยไข่

ไข่แดง

ผมสวยด้วยไข่

ปัจจุบันผู้หญิงมีสารพัดวิธีในการแต่งเติมความสวยให้กับเส้นผมเรา เช่น การยืดผม ดัดผม อบไอน้ำ ทำสีผม สารพัด ตอนทำเสร็จใหม่ๆ ก็สวยดังใจ แต่พอผ่านไป ผมที่ผ่านการทำมาเยอะๆ ก็มักจะเสีย เปราะบาง เพราะผ่านความร้อน หรือน้ำยาเคมีมากๆ ผมเสีย เปราะบาง แห้งกรอบ แตกปลายง่าย กลายเป็นปัญหาหนักอกให้สาวๆ ไม่น้อย

เมื่อเราทำสีผม ดัดผม ยืดผมแล้ว ช่างเสริมสวยมักจะแนะนำให้บำรุงเส้นผมด้วยการหมักผม หรืออบไอน้ำบ่อยๆ แต่ว่าการเข้าร้านเสริมสวยบ่อยๆ สตุ้งสตางค์เราก็หมดไปไม่ต่ำกว่า 200 บาทต่อครั้ง  ดังนั้นจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราหาวิธีบำรุงผมเอง ในราคาประหยัดสบายกระเป๋า จากของในครัว นั่นคือ “ไข่” ค่ะ

วิธีบำรุงผมด้วยไข่
1. ตอกไข่ใส่ในถ้วย ใช้เฉพาะไข่แดง
2. ตีไข่ให้แตก ชโลมบนเส้นผมให้ทั่วๆ นวดเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว
3. คลุมผมไว้ประมาณ 15-30 นาที
4. สระผมด้วยแชมพูและครีมนวดตามปกติ
5. เช็ดผมให้แห้ง จะสังเกตว่า ผมจะนุ่มลื่นขึ้น ทำอาทิตย์ละครั้ง

ผมสวย ในราคาถูก แถมไม่ต้องซื้อหาอีก แค่เปิดตู้เย็น หยิบไข่มาใช้ ผมก็สวยถูกใจแล้ว ลองทำกันดูนะคะ


06 September, 2012

รักแร้(แท้)...ดูแลได้

รักแท้ เอ๊ย รักแร้ ดูแลได้ เพื่อให้คนที่พบเห็นตกตะลึงปานโฆษณาใต้วงแขนขาวสะกดใจ ในสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป มีหลายสารพัดวิธี เช่น แวกซ์ เลเซอร์  (หรือง่ายสุดๆ ใช้ photoshop นั่นเอง 5555+++)
ก่อนที่สาวๆ จะตัดสินใจว่าจะทำให้ใต้วงแขนของตัวเองขาวด้วยวิธีไหนดี เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากก่อนกัน

รักแร้นั้น เป็นส่วนของข้อพับใต้วงแขนที่ประกอบไปด้วยรูขุมขนและต่อมเหงื่อปริมาณมาก ซึ่งต่อมที่ชื่่อว่า apocrine gland จะสร้างเหงื่อที่มีสารประเภทฟีโรโมนซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว หรือเรารู้จักกันในชื่อว่า กลิ่นเต่า ส่งกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครหลายๆคนไม่อยากจะมี ใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัว ลองแก้ไขตามวิธีการต่อไปนี้ดู
1. ทำความสะอาดด้วยสบู่เพื่อชำระเหงื่อ
2. กำจัดขนเพื่อลดการหมักหมมของแบคทีเรีย
3. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ซึ่งมีหลายรูปแบบมาก ทั้งสเปรย์ โรลออน และสติ๊ก ซึ่่งคุณสมบัติไม่ต่างกัน แต่ต้องระวังแบบน้ำมัน (oil) เพราะอาจทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ จากการวิจัยพบว่า สารลดการขับเหงื่อจะไปปิดกั้นต่อมเหงื่อจนก่อให้เกิดมะเร็งได้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
4.  ใช้สารส้ม สารส้มเป็นสิ่งที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว ว่าถ้าใครมีกลิ่นตัวให้ใช้สารส้ม เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นด่าง จึงช่วยลดความเป็นกรดในเหงื่อลงได้ ทำให้กลิ่นตัวลดลง
5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่น เช่น กระเทียม
6. หากมีกลิ่นตัวเนื่องจากการทำงานที่ผิดปกติของรูขุมขนและต่อมเหงื่อ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

....นอกจากไม่อยากมีกลิ่นตัว สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของสาวๆ คือ เกลี้ยงเกลา ไร้ขน แต่.....
รู้หรือไม่ว่า ขนนั้นร่างกายได้สร้างขึ้น เพื่อให้ความอบอุ่น ลดการเสียดสี แต่ขนที่ขึ้นบริเวณรักแร้ซึึ่งเป็นจุดอับทำให้เกิดปัญหากลิ่น และยังขัดกับทัศนคติที่ฝังหัวว่า... ต้องเกลี้ยง ไม่มีขน ดังนั้น การกำจัดขน จึงเป็นที่นิยมให้เลือกทำ ตามความชอบ ความสะดวก และเงินในกระป๋อง แต่ว่า แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียซึ่งควรชั่งใจให้ดีก่อนทำนะคะ..

1. โกน
ข้อดี.. ง่าย สะดวก เร็ว
ข้อเสีย.. เนื่องจากรากยังอยู่ จึงงอกเร็ว แข็งเป็นตอ และถ้าโกนผิด อาจจะทำให้เกิดแผลอักเสบได้

2. ถอน
ข้อดี...กำจัดแบบถอนราก ทำให้ขนที่งอกใหม่ใช้เวลานานกว่าจะขึ้นอีกครั้ง
ข้อเสีย... ใช้เวลานานกว่าจะถอนออกหมด และทำให้เกิดตุ่มลักษณะหนังไก่เนื่องจากขนคุดได้

3. แว็กซ์
ข้อดี...เหมาะกับคนที่มีขนยาวและหนา เร็วกว่าการถอน ขนที่ขึ้นใหม่จะนุ่มและงอกช้า
ข้อเสีย ... ค่อนข้างเจ็บ ทำให้เกิดตุ่มหรือการแสบได้ และทำให้รูขุมขนใหญ่ขึ้น

4. เลเซอร์
ข้อดี... เป็นการทำลายรากขน ขนไม่งอกขึ้นมาใหม่อีกเป็นระยะเวลาหนึ่งอาจจะปีสองปี แต่ถึงอย่างไร การกำจัดขนแบบถาวรไม่งอกขึ้นมาอีกเลยตลอดชีวิตยังไม่มีการรับประกัน เนื่องจากร่างกายจะสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ
ข้อเสีย... ต้องมีการทำซ้ำประมาณ 4-5 ครั้ง ค่าใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท แต่อาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ก็ได้แล้วแต่ว่าไปทำที่ไหน

5. จี้ด้วยไฟฟ้า
ข้อดี... กำจัดได้ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนขนที่จี้ไฟฟ้าในแต่ละครั้ง
ข้อเสีย...อาจเกิดรอยแผล รอยไหม้ หรือการระคายเคือง ต้องใช้เวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อครั้ง

หลังการกำจัดขนอาจใช้ผ้าชุบน้ำแข็งโปะเพื่อกระชับรูขุมขน และควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น โลชั่น เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันและอักเสบขึ้น

หลังจาก ไม่มีกลิ่น ไร้ขน มาถึงคิวใต้วงแขนขาวสะกดใจ ว่าจะทำอย่างไรให้ขาว ซึ่งวิธีการปรับสีผิวนั้นทำได้หลายวิธี
1. ใช้ยาหรือเวชสำอางลดการทำงานของเม็ดสี เช่น ยาในกลุ่มไวเทนนิ่ง ได้แก่ kojic Acid, Licorice, retinal ที่ไม่มีส่วนผสมของสารปรอท โดยหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป

2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทาวงแขนขาวที่ผสมกรดผลไม้ มีความเข้มข้น 5-8 เปอร์เซ็นต์ เพื่อผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวดูขาวกระจ่างใสยิ่งขึ้น

3. เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับสารเคมีตัวเดิมนานเกินไปจนเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใต้วงแขนทุกๆ 6 เดือน

เพียงเท่านี้ วงแขนของคุณก็จะขาวใส หอมเนียน สะกดใจใครหลายคนได้อย่างไม่ยากเย็น


 


26 June, 2012

วิธีการสวนทวารเพื่อล้างพิษ




การสวนทวารล้างพิษ หรือที่มักเรียกติดปากแบบย่อๆ ว่า ดีท็อกซ์ เป็นวิธีกำจัดสารพิษออกจากร่างกายวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะสารพิษที่คังค้างในลำไส้ใหญ่ เพราะในลำไส้ของเราจะมีลักษณะเป็นขดซ้อนทับเป็นซอกหลืบ ลักษณะนี้เองทำให้เกิดการสะสมของของเสียในลำไส้ใหญู่ แม้ว่าคุณอาจถ่ายอุจจาระทุกวัน ก็ไม่สามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้หมด แต่การสวนล้างทวารช่วยให้สารพิษ


ออกจากลำไส้ใด้อย่างหมดจด ซึ่งการล้างพิษแบบนี้ต้องใช้น้ำสำหรับเข้าทางทวารหนัก การล้างพิษแบบสวนทวารหนักนั้นมีหลายสุตร ไม่ว่าจะเป็นสูตรกาแฟ หรือสูตรน้ำมะขามเปียก สูตรน้ำมะนาวหรีอสูตรน้ำอุ่นเปล่าๆ แต่ที่นิยมกันมากที่สุดคีอ สูตรกาแฟ เพราะในกาแฟมี คาเฟอีน ที่ช่วยในการกระตุ้นให้ท็อกซีลถูกขับมาตามเครื่อข่ายเส้นเลีอดดำ ซึ่งเชื่อมโยงต่อเนื่องตั้งแต่ตับกระเพาะ ถังน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ลำใส้เล็ก จนถึงลำใส้ใหญ่



สูตรกาแฟสวนทวารดีท็อกซ์

เลือกใช้กาแฟผงบริสุทธิ์ ชนิดไม่ปรุงแต่ง 2 ช้อนโต๊ะ นำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตรจนเดือด แล้วกรองเอากากจนหมด ตั้งทิ้งไว้ให้น้ำอุ่น แล้วจึงนำมาสวนทวาร ที่เราไม่เลือกกาแฟสำเร็จรูป เพราะว่าจะเป็นกาแฟที่ปรุงรสและกลิ่นมาแล้ว จะมีส่วนผสมเนย และสิ่งปลอมปนอย่างอื่นมากเกินไป สุดท้ายอาจไม่ดีต่อลำไส้ของเรา.



วิธีการสวนทวารล้างพิษทำได้โดย

1. นำน้ำกาแฟ ที่อุ่นพอดีกับอุณหภูมิร่างกายของเรา ใส่ถุงหรีอหม้อ

สำหรับส่วนโดยปิดวาวส์ทีปลายท่อก่อนใส่น้ำกาแฟ

2. แขวนถุงดึ่ท็อกซ์ใว้ด้านปลายเท้าให้สูงจากพื้นประมาณ 120 ซม.(ถ้าแขวนสูงเกินไปความดันน้ำจะมากทำให้น้ำไหลเร็ว อาจกลั้นไม่อยู่ถ้าแขวนต่ำเกินไปน้ำจะไหลช้า)

3. เปิดวาวส์เพื่อไล่อากาศออกจากสายยาง โดยให้น้ำกาแฟ ไหลผ่านท่อเล็กน้อย แล้วปิดวาวส์ หลังจากนั้นให้ทาวาสลีนที่ปลายท่อ ประมาณ 2 นิ้ว

4. นอนตะเเคงขวา เหยียดขาขวาตรงขาซ้ายก่ายบนขาขวาเหมือนท่ากอดหมอนข้าง

5. สอดปลายท่อที่ทาวาสลีน หรีอน้ำสบู่เหลว เข้าทางทวารหนัก ให้ลึกประมาณ 2 นิ้ว จากนั้นเปิดวาวส์ให้น้ำกาแฟเข้าจนหมดแล้ว

6. ให้นอนหงาย เหยียดขาตรง ใช้มีอนวดท้อง โดยวนจากขวาไปซ้าย (เหนือบริเวณสะดือใต้ชายโครง) อันให้ได้ประมาณ 5-10 นาที แล้วลุกขึ้นถ่าย ขณะถ่ายไม่ต้องเบ่ง



ข้อแนะนำสำหรับการทำดีทอกซ์

1. เวลาที่เหมาะสมในการทำคือ ตอนเช้าหลังจากเข้าห้องน้ำถ่ายเรียบร้อยแล้ว ก่อนอาหารเช้า

2. ก่อนจะสวนทวารต้องปล่อยน้ำออกจากสายยาง เพื่อไล่ลมก่อน มิเช่นนั้นจะเกิดลมในช่องท้องทำให้อึดอัด และในกรณีคนที่ไม่กินกาแฟอาจเกิดอาการคลี่นไส้เวียนหัวได้

3. หลังทำแล้วคุณจะรู้สึกโปร่งเบาสบายตัว แต่หากคุณมึอาการในทางตรงกันข้าม แสดงว่าร่างกายอาจาม่เหมาะกับการดีท็อกซ์วิธึนี้ควรหยุดทำ ทันที

4. สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในการทำควรทำต่อเนื่อง 3 หรีอ 5 วัน/ครั้ง เพื่อล้างพิษออกให้หมด

5. ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ถูกทำลายได้และระบบขับถ่ายผิดปกติไป

6. คนที่ผ่าตัดลำไส้ใหญู่งดโดยทำเด็ดขาด

7. คนที่เป็นริดสีดวงทวาร ต้องใช้เจลทาที่ทวารหนักและปลายสายยางให้มากกว่าปกติ และหากมีบาดแผลทีทวารหนัก ไม่ควรทำล้างพิษ

15 June, 2012

แก้ไขเท้าด้าน สูตรแปรงเท้าให้หายด้าน

คนที่มีเท้าสวยเนียน ผิวพรรณสวย มักจะเป็นที่อิจฉา เพราะคนที่มีเท้าสวยนั้น เวลาแต่งตัว

โดยเฉพาะใส่รองเท้าแล้วจะสวยน่ามอง ส่วนคนที่ผิวส่วนเท้าไม่สวยก็ไม่ต้องกังวล แค่เราหมั่นดูแลความสะอาดให้ดีก้พอแล้ว เพราะเท้าสำคัญสำหรับเรามากๆ

เดินเหินสะดวกถ้าเท้าเราสุขภาพดี วันนี้มีสูตรแก้ไขเท้าด้าน หรือวิธีดูแลเท้าให้หายด้านมาฝากครับ


ส่วนผสมหาง่ายๆตามท้องตลาด ราคาไม่แพง ไม่ต้องพึ่งครีมป้องกันส้นเท้าแตก..



ส่วนผสม

น้ำมะขามเปียก 20 ช้อนโต๊ะ

น้ำผื้ง 2 ช้อนโต๊ะ

ขิงบดละเอียด 5 ช้อนโต๊ะ

นมผง 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำสุก 5 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำ

1)นำส่วนผสมทุกอย่าง มาผสมรวมกัน

2) เวลาจะใช้ ก็แค่ใช้แปรงนุ่มๆ มาจุ่มที่ส่วนผสมแล้วนำไปขัดเท้า โดยเน้นที่เล็บ ขัดประมาณ 2-3 นาทีขัดเพียงเบาๆเท่านั้นนะ เดี๋ยวเล็บเยิน...

3) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะเห็นผลดีว่าเท้าที่เคยด้านจะมีผิวพรรณที่ดีขึ้น ทำเป็นประจำเท้าจะสวย.... อ้อ...อย่าลืมแก้พฤติกรรมที่ทำให้เท้าด้านด้วยล่ะ เช่น ชอบถอดรองเท้าเดิน เลือกรองเท้าที่ช่วยถนอนเท้า...



22 August, 2011

สูตรบำรุงผิวพรรณ

**สูตรน้ำผึ้งนวดผิวเพื่อบำรุงให้สวยเรียบเนียน
ใช้น้ำผึ้งหนึ่งถ้วย งาดำครึ่งถ้วย ผสมกับใบเปปเปอร์มิ้นต์แห้งสับละเอียดสักหนึ่งช้อนชานวดคลึงไปทั่วตัว แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ความหอมจากส่วนผสมช่วยผ่อนคลายรู้สึกเพลิดเพลิน

**สูตรโยเกิร์ต เพื่อผิวนุมนวล
ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับเกลือขัดผิวที่มีขายตามร้านสินค้าเพื่อสุขภาพ พอกให้ทั่วตัว ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงคอยล้างออก ผิดจะนุ่มนวลน่าสัมผัส

**มาสก์หน้าเย็นฉ่ำ
ส่วนผสม
กล้วยหอมบด 1 ผล
อโวกาโด 1 ผล
ผงข้าวโอ๊ต 1 ช้อนชา

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดคนให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ โดยก่อนใช้ให้แช่ตู้เย็นทิ้งไว้สักครู่ จะรู้สึกได้
ถึงความเย็นชุ่มฉ่ำเป็นทวีคูณ

วิธีใช้
หลังล้างหน้า ให้ทามาสก์นี้ให้ทั่ว ทิ้งไว้ 30 นาที หลับตาและทำตัวผ่อนคลาย จากนั้นล้างออก
ด้วย น้ำ สะอาด

**น้ำผึ้งนวดหน้า
ใช้น้ำผึ้งซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ผีวนุ่มนวลมาผสมกับน้ำมะนาว ซึ่งช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
ให้หลุดลอกออกไป

ส่วนผสม
น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ถ้วยตวง
น้ำมะน าว 10 หยด
แตงกวาฝานบางๆ 1 ลูก

วิธีทำ
นำน้ำผึ้งและน้ำมะนาวผสมกัน ทานวดให้
ทั่วใบหน้าสัก 15 นาที สังเกตได้ว่าเนื้อครีมเริ่มร่วน
เหลว จากนั้นเช็ดหน้าด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น ค่อยๆ เอา
แตงกวาฝานวางให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้สักพัก
ซึมซับความรู้สึกเย็นสดชื่น


**สวยด้วยกล้วย
* กล้วยอุดมด้วยวิตามินเอ และซี ซึ่งเปนอาหารบำรุงผิวชั้นดี
* วิตามินบีในกล้วย ช่วยบรรเทาอาการผมร่วง ได้
* สารอาหารในกล้วยช่วยชดเชยน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ
* พอกหน้าด้วยกล้วยหอม หรือกล้วยน้ำว้าบดผสมน้ำผึ้ง 15 นาที ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นไริ้รวรอย
* กล้วยหอม หรือกล้วยน้ำว้าบดผสมดินสอพอง พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด และขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหน้าเนียนผุดผ่อง
* พอกหน้าด้วยกล้วยผสมนมสด 1 ช้อนชาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยนั้าอุ่นตามด้วยน้ำเยน จะทำให้ผิวหน้ากระชับเต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัย


สเปรย์น้ำดอกกุหลาบ
ส่วนผสม
น้ำกลั่น 1 1/2 ถ้วย น้ำมันหอมระเหย
เจอราเนี่ยม 2 หยด น้ำมันหอมระเห ยกุหลาบ 4
หยด ขวดสเปรย์แก้วเล็กๆ และสะอาด 1 ขวด

วิธีทำ
แค่นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ขวดที่มีหัวฉีดสเปรย์แล้วเขย่าให้เข้ากัน ก็จะได้สเปรย์น้ำกลิ่น
กุหลาบที่หอมและสดชื่น สำหรับฉีดหน้า ฉีดตัวคลายร้อนให้แช่สเปรย์ในตู้เย็นเพื่อเพิ่มความเย็นฉ่ำ

**wrapหน้าคลายร้อน
ส่วนผสม
.มะละกอสุก 1/2 ลูก
.ดินญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ
.น้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่ 3 หยด
.น้ำมะนาวสด 1 ช้อนชา

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมและคนให้เข้ากัน

วิธีใช้
1. หลังขัดตัวเสร็จแล้ว ชโลมส่วนผสมให้ทั่ว
2. นำผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวไว้ 20 นาที เพื่อให้ส่วนผสมซึมซาบเข้าสู่ผิว
3. ล้างออกด้วยน้ำธรรมชาติก็จะได้ผิดที่ใสและเย็นน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่และดินจะทำให้รู้สึกเย็น มะละกอและน้ำมะนาวมีเอนไซม์ซึ่งจะช่วยขัดผิวอย่างอ่อนโยน ให้ผิวใส และนุ่มนวลขึ้น

19 August, 2011

วิธีล้างผัก ผลไม้ให้ปลอดภัยจากสารพิษ

วันนี้มาทำความรู้จักกับวิธีทำความสะอาด ผักและผลไม้เพื่อความปลอดภัยของอาหารและเครื่องดื่มในครัว ถึงจะทำอาหารได้อร่อยแค่ไหน ถ้าหากว่าไม่สะดวกในการปลูกผักผลไม้เองก็ควรรู้วิธีหำให้สารพิษตกค้างน้อยที่สุด เพราะผักปลอดสารพิษในท้องตลาดก็ไม่ได้ซื้อสะดวก และมีราคาแพงกว่าผักทั่วไปด้วย

วิธีล้างผัก ผลไม้

ภาพจากfoodsafety.bangkok.go.th

*วิธีล้างผัก ผลไม้ให้ปลอดภัยจากสารพิษ มีวิธีการดังนี้
1.ล้างโดยแช่ในน้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำ ความเข้มข้น 0.5 % แล้วแช่ไว้ 15 นาทีสามารถปริมาณสารพิษได้ 60 - 84 %

2.แช่ไว้ในน้ำที่สะอาด โดยล้างด้วยสะอาดครั้งหนึ่งก่อน แล้วแพ้ในอ่างน้ำนาน 15 นาที วิธีนี้ลดปริมาณสาพิษได้ 7-30 %

3.สำหรับกะหล่ำปลี หรือผักที่เป็นกาบห่อหุ้ม ให้ลอกเปลือกหรือกาบขณะล้างจะช่วยลดสารพิษได้ เช่นกัน

4.ล้างโดยแช์ในโซเดียมคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้ 90-95 %


วิธีล้างผัก ผลไม้ให้ปลอดภัยจากสารพิษ ก้มีวิง่ายแค่นี้ หวังว่าคงจะนำไปใช้กันนะครับ

15 August, 2011

สูตรบำรุงเล็บ

เป็นสูตรบำรุงเล็บมือให้แข็งแรง โดยใช้ขี้ผึ้งเป้นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งเป็นสูตรที่คนในสมัยโบราณใช้กันมานาน ดีต่อสุขภาพเล็บ

วัสดุอุปกรณ์
.ขี้ผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
.น้ำมันหอมระเหยมะนาว 3 หยด
.น้ำมันอัลมอนด์หอม 3 ช้อนโต๊ะ
.กระทะก้นแบน
.หม้อ

วิธีทำ
1.นำกระทะใส่น้ำและตั้งไฟเพื่อร้อนให้น้ำเดือด จากนั้นจึงนำขี้ผึ้งใส่หม้อเล็กๆ จากนั้นให้ทา
หม้อขี้ผึ้งลงบนกระทะอีกที คนให้ทั่วจนขี้ผึ้งเริ่มหลอม หลว
2.ในระหว่างที่ขี้ผึ้งเหลวได้ที่ ให้หยดน้ำมันหอมระเหยมะนาว 3 หยด และคนให้ทั่ว
3.รอจนส่วนผสมเย็นและขี้ผึ้งเย็นตัว ถ้ารู้สึกวาขี้ผึ้งแข็งเกินไปให้นำขี้ผึ้งไปอุ่นอีกที และหยด
น้ำมันอัลมอนด์หอม เพิ่มที่ละหยด จนขี้ผึ้งนุ่มได้ๆ

วิธีใช้
ก่อนนอนทาขี้ผึ้งให้ทั่วทั้งนิ้วและเล็บ เล็บจะแข็งแรงขึ้นและดูเงางาม

08 August, 2011

สูตรขัดผิวด้วยนมเปรี้ยวและน้ำผึ้ง

สูตรขัดผิวด้วยน้ำผึ้งและนมเปรี้ยวนี้จะช่วยบำรุงผิวให้สดใสนุ่มเนียนไม่แห้งหยาบกร้าน ลองหาวันว่างๆบำรุงผิวด้วยการขัดถู สูตรนี้ทำได้ง่ายๆส่วนผสมไม่มาก ดีต่อผิวของทุกๆคน ที่สำคัญหาง่ายราคาไม่แพง

ขัดผิวด้วยนมเปรี้ยวและน้ำผึ้ง ขัดผิวด้วยนมเปรี้ยวและน้ำผึ้ง


ภาพจาก goodhealth.co.th/new_page_47.htm
และ th.wikipedia.org

ส่วนผสม
1.นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
2.น้ำผึ้งแท้ 1/2 ช้อนโต๊ะ
3.น้ำมะนาว 1/2 ลูก

อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถ้วยใบเล็กๆ หรือแก้วน้ำดื่ม
2.ช้อนชา
3.ที่คาดผม หรือหมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำ

ขั้นตอนมนการขัดผิว
1.ต้มน้ำร้อนเมื่อน้ำอุ่นดีแล้ว ใช้น้ำอุ่นนั้นล้างหน้าให้สะอาดสะอ้านกับสบู่ หรือโฟมล้างหน้าเตรียมผ้าขนหนูนุ่มๆ สำหรับเช็ดซับใบหน้าให้แห้งสนิทใช้ที่คาดผม หรือหมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำคลุมศีรษะไว้เพื่อเก็บเสันผมให้เรียบร้อย

2.เทนมเปรี้ยวประมาณ 1ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในแก้วน้ำหรือถ้วยเล็กๆผสมน้ำผึ้งแท้ลงไป ประมาณ 1/2 ข้อนโต๊ะ บีบมะนาวลงไปสัก 1เสี้ยว หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้นใช้ช้อนชาหรือพายเล็กๆ คนๆ ผสมผสานให้น้ำผึ้ง และนมเปรี้ยวผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันใช้ปลายนิ้วแตะนมเปรี้ยว และน้ำผึ้ง นวดคลึงไปให้ทั่วผิวหน้าเว้นรอบๆ ริมฝีปากและดวงตาไว้ ขณะที่พอกทาไปทั่วๆ ใบหน้านั้น กดปลายนิ้วกลางและนิ้วชี้คลึงเคล้นผิวหน้าให้ทั่วๆ

3.พอกทิ้งนานประมาณ 8-10 นาที เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วใช้เปลือกมะนาวสัก 1/2 ลูกที่บีบน้ำทิ้งแล้วถูๆ ทาๆ บริเวณหน้าผากแก้ม จมูก และค้างให้ทั่วๆไม่ต้องขัดถรุนแรงนัก ให้ถูๆ ขัดๆ พอประมาณ เมื่อเรียบร้อยแล้วทิ้งไว้นาน 3-5 นาที จึงใช้น้ำอุ่นๆ สบู่ หรือโฟมล้างหน้าชำระล้างทำความสะอาดใบหน้าให้เกลี้ยงเกลา


08 July, 2011

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารลดน้ำหนัก

หากเราเคยได้ยินว่า อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป้นไขมัน หรืออาหารบางอย่างกินแล้วจะช่วยลดน้ำหนัก บางอย่างกินแล้วอ้วน วันนี้มีข้อมูล ข้อเท็จจริงมาฝากครับ

**ความเชื่อ : อาหารไร้ไขมัน (Fat-Free} เท่ากับอาหารไร้แคลอรี่
*ข้อเท็จจริง : บางคนชะล่าใจว่าอาหารที่ตนเองกินเป็นอาหารไร้ไขมัน จึงกินอย่างไม่บันยะบันยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุกกี้ เค้ก และแครกเกอร์ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วอาหารทีเขียนว่า fat-free หรือไร้ไขมันบนฉลากนั้น อาจมีแคลอรีเท่ากับหรือมากกว่าอาหารปกติ ฉะนั้นควรค้นหาความจริงของอาหาร(ที่อ้างว่า)ไร้ไขมันด้วยการ เช่นดูที่ฉลากว่าแต่ละห่อแต่ละซองให้แคลอรีเท่าไร ผลไม้และผักเป็นอาหารที่มีไขมันและแคลอรีต่ำตามธรรมชาติ ส่วนอาหารไขมันต่ำหรืออาหารไมมีไขมันชนิดอื่นอาจจะมีแคลอรี่ ในปริมาณที่สูง เพราะการจะทำให้อาหารไร้ไขมันหรีอไม่มีไขมัน มีรสชาติดีขึ้นได้จะต้องใส่น้ำตาล แป้ง หรือสารปรุงแต่งอื่นๆ มากกว่าปกติ และส่วนผสมเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่มีแคลอรี่สูง และทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

*ความเชื่อ: กินแต่ผักสลัดทำให้ผอม
*ข้อเท็จจริง: เบื้องหลังของทฤษฎีนี้ก็คือ คุณสามารถกินอาหารอะไรก็ได้ที่ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่นผักสลัด ชึ่ง
แม้ว่าจะกินเป็นจำนวนมาก ก็ยังได้แคลอรีเพียงน้อยนิด เพียงแต่ว่าความคิดนี้อาจจะเป็นจริงในบางแง่ เพราะแม้ว่าผักสลัดมีแคลอรีต่ำ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินผักลลัดเปล่า ๆ และน้ำสลัดส่วนมากมักมีไขมันสูง ฉะนั้น
ควรระวังไว้ให้ดี

*ความเชื่อ: คาร์โบไฮเดรต หรือน้ำตาล เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขี้น
*ข้อเท็จจริง : คาร์โบไฮเดรตไม่ได้เป็นเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากกินในปริมาณที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้หมด ไขมันกับโปรตีนก็เหมือนกัน รวมถึงยังพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักมักจะกิน
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก แต่กินอาหาที่มีไขมันในปริมาณน้อย รวมถึงยังระมัดระวังการกิน
โดยคำนึงถึงปริมาณแคลอรีรวมที่ร่างกายได้รับ อย่างไรก็ดี คนที่กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงมาก ๆ แต่กิน
โปรตีนและไขมันในปริมาณที่น้อยจะเกิดความรู้สึกหิวเร็ว จึงอาจจะทำให้กินมากเกินไป

*ความเชื่อ: การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทาให้เกิดภาวะคีโตซิส (ketosis) ซึ่งช่วยลดความหิว
*ข้อเท็จจริง: ภาวะคีโตซิส เกิดขึ้นเมื่อร่างกายถูกจำกัดการบริโภคแป้งและน้ำตาล อันเนื่องมาจากการกินแต่อาหารประเภทโปรตีน ร่างกายจึงหันไปเผาผลาลไขมันที่สะสมอยู่แทนที่จะเป็นคาร์โบไฮเดรต แม้ คีโตนบอดี้ส์ที่เกิดขึ้นจากภาวะคีโตซิส จะทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว แต่ไม่ได้ ทำให้ความอยากกินอาหารลดลง อย่างไรก็ดี การกินโปรตีนในปริมาณทีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายคุณจะช่วยลดความหิว และทำให้น้ำหนักลดลงไต้ เพียงแต่ว่า น้ำหนักที่ลดลงจะเกิดจากการเสียน้ำและกล้ามเนื้อ ไม่ได้เกิดจากการลดลงของไขมัน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนักโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณก็คือ การลด ปริมาณแคลอรี่ลง แต่ยังคงกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน อย่างสมดุล

*ความเชื่อ: ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ด้วยการกินอาหารบางอยาง เช่น เกรฟฟรุ๊ตและแกงจืดผักกาดขาว
*ข้อเท็จจริง: คุณควรกินเกรพฟรุ๊ตครึ่งลูก ก่อนการกินอาหารเพื่อที่จะได้ รับประโยชน์สูงสุดจากเอนไซม์ ที่ช่วย
เผาผลาญไขมันที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ เกรพฟรุ๊ตไม่มีไขมัน จึงมีแคลอรี่และโซเดียมต่ำ แถมมีวิตามินซีสูง แต่การ
กินเกรพฟรุ๊ต ที่ไม่มีโปรตีน ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่สำคัญอีกหลายชนิดก็ไม่ดีต่อร่างกายในระยะยาว เพราะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับแกงจืดผักกาดขาว ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการหวิว ๆ และไม่มีแรงเพราะว่ามีโปรตีน วิตามินและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนต่ำ จริงอยู่น้ำหนักคุณอาจจะลดลง แต่คุณอาจจะรู้สึกวิงเวียนเกินกว่าจะเอร็ดอร่อยจำไว้ว่า ไม่มีอาหารชนิดไหนที่จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ แม้แต่อาหารที่มีกาเฟอีนสูง ซึ่งอาจจะช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญให้เพิ่มขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ทำให้น้ำหนักลด

*ความเชื่อ: การออกกำลังกายทำให้กินมากขึ้นฉะนั้น อย่าออกกำลังกายดีกว่า
*ข้อเท็จจริง: มีการวิจัยพบว่าหลังจากออกกำลังกายนาน 20 นาที ผู้ที่ออกกำลังกายไม่ได้กินอาหารมากกว่าผู้ทีไม่ได้ออกกำลังกายแต่อย่างใด แต่ที่แตกต่างกัน คือ ผู้ที่ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าอาหารมีรสชาติอร่อยขึ้น

*ความเชื่อ: การกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงในตอนเย็นจะทำให้น้ำหนักขึ้น
*ข้อเท็จจริง: ไม่ว่าจะกินมี้อไหนก็ทำให้อ้วน หากร่างกายไม่สามารถเผาผลาญอาหารที่มีแคลอรี่สูง ๆ ที่คุณกิน
เข้าไปได้หมด ฉะนั้นควรระวังอย่ากินขนมขบเคี้ยวขณะอยู่หน้าจอทีวี เพราะคณจะกินเพลินจนปริมาณแคลอรี่พุ่งสูง ฉะนั้นขอย้ำอีกครั้งว่าวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การลดปริมาณแคลอรี่จากอาหารที่กิน และออกกำลังกายหรีอขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น





ที่มา

http://www.thaicalory.com/

27 June, 2011

วิธีการ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อลดความอ้วน

เรารู้กันอยู่แล้วว่า ลดความอ้วนนั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักจึงสำคัญมากๆเพราะเป็นการเตรียมตัวและใจของเราให้พร้อมและมีแรงฮึด สู้ไม่ถอย วันนี้พี่มีกลวีการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อลดความอ้วนมาฝากครับ

กลวิธีที่1
ขอให้คิดเสมอว่า เราจะต้องมีหุ่นที่สวยได้อย่างแน่นอน แน่นอนหากเราคิดเช่นนี้ การกระทำของเราก็จะเดินทางไปพร้อมกับความคิด มีความมุ่งมั่นว่าจะต้องมีหุ่นสวยให้ได้ แล้วเราจะทำทุกวิธีทาง
เพื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางของความตั้งใจ นั่นคือการูปร่างทีสวยงาม นอกจากนี้แล้ว มันยังช่วยให้เกิดความฮึกเหิมมากยิ่งขึ้นด้วยตราบใดที่คิดอยากจะลดหุ่น เพื่อให้ทรวดทรงองค์เอวเพรียวบาง ตราบ
นั้นเราก็จะมีความพยายามที่จะทำให้ได้ แล้วในที่สุดก็จะทำมันได้ แต่หากเรามัวแต่คิดว่า เราคงไม่มีวันผอมได้อย่างแน่นอน แรงกายแรงใจก็จะหดหาย ทำให้เกิดความรู้สึกทดท้อ มันจะแสดงผลถึงการกระทำของเรา ที่จะเหลือความตั้งใจและมุ่งมั่นเพียงน้อยนิด และหมดแรงฮึดไปในที่สุด

กลวิธีที่2
เมื่อคุณเห็นคนทีมีร่างกายสมบูรณ์แบบ ชนิดที่ว่ารูปร่างเพอร์เฟ้กต์
เต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบชายหนุ่มมาดแมน (แรงเกินร้อย) หรือหุ่นนางแบบ
สุดแสนเข็กขี่ (เกินห้ามใจ) คุณที่เป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายก็อยากจะมีรูป
รางอย่างนั้นบ้างใชไหมละ ซึ่งมันฟงผลถึงต่อมความรู้สึกอยากของคุณ ก่อน
ที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นความพยายามที่มุ่งมั่นนี่แหละคืออีกหนึ่งแรงบันดาลใจ
ที่สำคัญเช่นกัน เพราะมันทำให้คุณรู้สึกอยากมีรูปร่าง*บบนั้นบ้าง แรง
บันดาลใจนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่คุณหารูปนายแบบนางแบบหรือจะเป็น
รูปของใคร่ได้ คนที่คุณอยากมีรูปร่างอย่างเขาคนนั้น นำมันมาติดไว้ตรง
ที่ๆ คุณจะเห็นได้ชัดทุกเวลา เช่น ติดตรงตู้เย็น ประตูห้องนอน ประตูห้องน้ำ
หรือตามผนังบ้านในส่วนด่างๆ หรือจะติดรอบบ้านเลยก็ได้ รูปพวกนั้นจะ
ทำให้คุณรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่า คุณจะต้องมีรูปรางแบบนั้นให้ใด้ แถมยัง
เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีด้วย ว่าอีกไม่นานคุณก็จะมูีรปร่างทีแสนเพอร์เฟ้กต์
อย่างนี้แล้วล่ะ แรงบันดาลใจของคุณจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นกองเชียวนะ


กลวิธีที่3
การจะลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้นคือ การทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น เพราะนี่มันคือร่างกายของเรา มันจึงเป็นการเริ่มต้นที่ความตั้งใจที่แท้จริงของเราเท่านั้น อย่าเอาใครคนไหนมาเป็นตัวตัดสินว่าเราจะต้องทำเพื่อเขา เราลดน้ำหนักตามความต้องการของเพื่อน ของคนรัก ของคนรอบข้าง ทีชอบบ่นกระปอดกระแปดว่าคุณชักจะอ้วนเกินไปแล้วนะ ช่วยๆลดหน่อยได้ไหม หากเราลดเพื่อเหตุนี้ มันไม่ใช่แรงบันดาลใจที่ดีนัก การทำแบบนั้นจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น แต่นานไปเราจะรู้สึกท้อใจ ถ้ามันยังไม่ประสบความสำเร็จ จะเกิดคำถามขึ้นว่า “นี่ฉันกำลังทำถ้าอะไรอยู่เนี่ย” แล้วในที่สุดก็จะเลิกล้มความตั้งใจไป ทางที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นทำเพื่อตัวเอง ตัวของเราเองเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะมันจะทำให้ตอบคำถามของตัวเองได้ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ไม่ใช่การทำเพื่ออะไร แต่เป็นการทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง ผลที่ได้ก็เพื่อตัวของเราเอง แรงบันดาลใจของคือความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่ทำเพื่อใคร สิ่งนี้จะทำให้เราไม่ละทิ้งความตั้งใจไปกลางคัน และมันจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

แรงบันดาลใจที่นำเสนอวันนี้ คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีไว้ใช้ในการลดความอ้วน เพราะมันคือแรงบันดาลใจที่ใช้ได้จริง เมื่อไหร่เราทำให้ตัวเอง มีแรงบันดาลใจทั้งสามข้อนี้แล้ว เส้นชัยจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

24 June, 2011

เลือกอาหารทดแทน เพื่อรสชาติและสุขภาพ

เวลาเราเลือกกินอาหาร เรามักจะติดเรื่องรสชาติของอาหาร เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกที่รสชาติของอาหารมากกว่าเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ วันนี้มีข้อมูลที่เป้นตัวเลือกทดแทนที่ดีทั้งรสชาติและดีต่อสุขภาพมาฝากครับ

นอกจากคุณประโยชน์แล้ว รสชาติอาหารก็เป็นสิ่งสำคัณ หลายคนจึงเลือกกินอาหารที่มีไขมันและแป้งสูงไม่ว่าจะรู้วาไม่ดีต่ออสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ไหว เพราะว่ามันอร่อยกว่า ห่างจากอาหารต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพของเรามากกว่า มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

วอลนัท

ภาพจากdic.moohin.com/w/walnut-522.shtml

1.ใช้วอลนัทแทนครูตองซ์ ถึงครูตองซ์ที่โ่รยอยู่บนซุปหรือซีซาร์สลัดจะกรอบ หอม อร่อย แต่ก็อุดมไปด้วย
คาร์ใบไฮเดรตซึ่งจะไปเพิ่มแอลดีแอลคอเลสเตอรอล หรือคอเลสเตอรอลชนิดเลว ต่างจากวอลนัทอบใหม่ที่นอกจากจะมีไขมันจนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งช่วยทำให้ระดับคอเลลเตอรอลไม่ดีลดลงแล้ว ยังไม่ทำให้ความอร่อยลดลงด้วย

2.กินอัลมอนด์แทนชีสกับแครกเกอร์ สำหรับคนที่นิยมกินชั่วกับแครกเกอร์เป็นของว่าง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอุดมไปด้วย
ไขมันอิ่มตัวอันเป็นสาเหตุของคอเลสเตอรอลสูง ลองเปลี่ยนมากินอัลมอนด์แทนดูหน่อย แล้วคุณจะพบว่านอกจากอร่อยไม่แพ้กันแล้ว ยังช่วยให้ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลลดลงอีกด้วย

3.ใช้น้ำส้มและน้ำมะนาว แทนมายองเนส การกินผักสดดีต่อสุขภาพ แต่การราดมายองเนสที่อุดมไปด้วยไขมันลงไปบนสลัด คนรักสุขภาพเราเปรียบว่าเหมือนกับการสูบบุหรี่ขณะที่จ็อกกิ้ง ฉะนั้นเปลื่ยนมากินสลัดไขมันต่ำด้วยการเติมน้ำส้มหรือน้ำมะนาวแทนดีกว่า

4.หลีกเลี่ยงเนย เนย 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันชนิดอิ่มตัวมากกว่า 7 กรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน ควร
เปลียนมาใช้น้ำมันมะกอกแทนดีกว่า เพราะน้ำมันมะกอกเป็นแหล่งไขมันที่ดี แถมกลิ่นก็หอมชวนรับประทานไม่แพ้ กัน

5.ไก่ก็ดี แต่ปลาดีกว่า แม้ว่าไก่จะมีไขมันชนิดอิ่มตัวต่ำกว่าเนื้อแดง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไก่จะไม่มีคอเลสเตอรอลเลย ขณะที่ปลามีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าแถมยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อีกด้วย

6.แทนที่มันฝรั่งทอดด้วยป็อปคอร์น แม้ว่าจะฟังดูแยกทั้ง 2 อย่าง แต่ถ้าคุณอยากกินของกรุบกรอบ ก็เลือกกิน
ปอปคอร์นดีกว่า เพราะมันฝรั่งทอด (ชนิดแผ่นบาง ๆ) อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและใขมัน ขณะที่ป็อปคอร์นมีไขมันชนิดอิ่มตัวต่ำกว่ามันฝรั่งทอดกรอบร้อยละ 80 แถมมีไฟเบอร์สูงกว่า 2 เท่า

7.ใช้กรีกโยเกิร์ตไขมันต่ำแทนซาวครีม เพาะซาวครีมมีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง แม้ว่าจะทำให้อาหารหรือขนมมีรสชาติอร่อยและดูดี แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้กรีกโยเกิร์ต ที่มีไขมันต่ำ คุณจะพบว่ารสชาติหรือหน้าตาอาหารไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแถมยังเป็นมิตรกับสุขภาพมากกว่า


ที่มานิตยสาร healthtoday ฉบับ มิถุนายน 2554

19 June, 2011

งานวิจัยเพื่อการลดน้ำหนัก

เริ่มต้นด้วยงานวิจัยทีเกียวกับการกินกันสักหน่อย พบว่าคนที่รับประทานอาหารแบบ Mediterranean Diet สามารถลดไขมันบริเวณหน้าท้องได้ดีกว่า เป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journol Nutritlon ปี 2009 โดยติดตามผู้หญิง-ผู้ชาย 500,000 คนอายุ 25-70 ปี ใน 10 ประเทศแถบยุโรป และพบว่าคนที่รับประทานอาหารแบบ Mediterranean ได้เเก่ พาสต้า น้ำมันมะกอก ผักผลไม้สดเนี้อไม่ติดมัน ปลา ลูกนัท และไวน์ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจต่ำสุด มีอายุยืนยาวแถมมีน้ำหนักตัวน้อยที่สุด เเละมีไขมันบริเวณหน้าท้องน้อยกว่าคนที่อนอาหาวแบบอื่น พบว่าชาวฝรั่งเศส นอรเวย์ และสวีเดน จะผอมสุดเมี่อเทียบกับชาวกวีซและสเปน

ทั้งนี้ยืนยันโดยอีกงานวิจัยในวารสาร Europexn Journal clinucol Nutrition ปี 2009 เช่นเดียวกัน โดยพบว่าคนที่รับประทานน้ำมันมะกอกจำนวนมากจะมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนน้อยกว่า ทั้งยังมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลีอดในสมองตีบหรือแตก และเบาหวานน้อยกว่าด้วย ส่วนคนที่รับประทานน้ำมันมะกอกน้อยที่สุดกลับมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าคนที่อินน้ำมันมะกอกเยอะ ๆ ถึง 2.3 เท่าตัวเลยทีเดียว

ดังนั้นคุณควรเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการปรุงเเต่งอาพารด้วยน้ำมันมะกอกจะดีกว่าใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันพืชอื่น ๆ นอกจากนี้งานวิจัยจากสเปนยืนยันว่ากลุ่มคนที่รับประทานน้ำมันมะออกและวอลนัท จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานหลังอาหารได้ ดีกว่า คนทีรับประทานไขมันจากผลิตภัณฑ์นมหรีอ Dairy product

อีกงานวิจัยที่น่าสนใจจากประเทศอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Europexn Journal clinucol Nutrition ตั้งแต่ปี 2008 พบว่ากลุ่มคนที่เข้ารับการทดลองรับประทานอาหารซึ่งมี Glycemic Index ต่ำจะลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารที่มี Glycemic index สูง แล้วอะไรคือ Glycemic lndex ค่านี้เรียdย่อ ๆ ว่า GI เป็นค่าที่บ่งบอกว่าอาหารที่เราวินนั้นจะไปเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น น้ำ ตาลทราย กินเข้าไปปุ๊บน้ำตาลในเลือดก็พุ่งกระฉูดปั๊บพบ มีค่า Glycemlc Index เต็มเท่ากับ 100 ในขณะที่อาหารจำพวกผักสดและผลไม้ไปจนถึงพาสต้า ซึ่งแม้จะมีแป้งมีไขมัน แต่จะถูกดูซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้ากว่า กระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดขึ้นได้อย่างช้าๆซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานแล้ว ยังพบว่ากลุ่มคนที่เลือกรับประทานอาหารซึ่งมีค่า Glycemic index ต่ำๆนั้นจะควบคุมน้ำหนักและลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่กินน้ำตาล ขนมหวาน หรืออาหารที่เพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดแบบเฉียบพลัน


ที่มาบางส่วนจาก นิตยสารSlimming june 25011

07 June, 2011

โจ๊กข้าวโอ๊ต

มีอาหารมื้อเช้าแบบเบาๆ สบายๆท้อง คือโจ๊กข้าวโอ๊ตมาฝาก ส่วนประกอบไม่มาก ซึ่งเราก็สามารถปรุงเองได้งาย ๆ ดังนี้

โจ๊กข้าวโอ๊ต

ขอบคุณภาพจาก foodbkk.com/phpbb/viewtopic.php?f=27&t=886
โจ๊กข้าวโอ๊ต
ส่วนผสม
- ข้าวโอ๊ต อบแห้ง 7 ช้อนโต๊ะ
- เห็ดหอม 2 ดอกใหญ
- ซอสปรุงรส 1 / 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำสะอาด 1 /2 ถ้วย
- เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำ
อันดับแรก นำน้ำสะอาดขึ้นตั้งบนเตาต้มเพื่อให้เดือด ในระหว่างที่รอน้ำเดือด ให้นำเห็ดหอม มาล้างน้ำให้
สะอาด ต้องล้างให้สะอาดจริง ๆ เพราะเห็ดหอมจะมีสิ่งสกปรกปนอยู่มาก เมื่อล้างสะอาดแล้ว ก็แช่น้ำให้บานเต็มที่ แล้วนำมาหั่นเป็นเส้นบาง ๆ แล้วพักให้น้ำหยดออกให้หมด ซึ่งตอนนี้น้ำสะอาดที่ต้มอยู่จะเดือดแล้ว ก็ให้นำข้าวโอ๊ตอบแห้งและเห็ดหอมใส่ลงไปในน้ำเดือด เติมซอสปรุงรสและเกลือป่น เคี่ยวสักพักให้เข้าเนื้อและเห็ดหอมสุก สักครู่ยกลงจากเตา รอรับประทานได้เลย

06 June, 2011

ทดสอบตัวเอง ผิวคุณแก่ก่อนวัยหรือเปล่า?.

มาลองทำแบบทดสอบนี้ดู เพื่อทดสอบพฤติกรรมที่มีผลต่อความอ่อนเยาว์ของผิวคุณ


ทดสอบผิวสวย

ภาพจากsiamanswer.com

1.บรรยายนิสัยการป้องกันแดดของคุณหน่อย

A.ฉันทาชันสันกรีนหรือมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ผสมเอสพีเอฟทุกวัน
B. ของพื้นฉันมีเอฟพีเอฟผสมอยู่แล้ว
C. ฉันใช้เฉพาะเวลาไปฮอลิเดย์

คำตอบที่ดีที่สุด : A
การถูกทำลายจากแสงแดดเป็นตัวเสริมใหญ่หลวงทำให้ผิวชราภาพ ดังนั้นต้องกระหน่ำ
ชันสกรีนเข้าไว้ เอสพีเอฟในรองพื้นยังไม่พอ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ดร.โวว์ ดีลอส ค้นพบ
ว่าเอฟพีเอฟ ที่ผสมอยู่ในรองพื้นมักไหลจากแก้มไปรวมอยู่ที่เส้นผม

2. คุณกินอะไรมากที่สุด จากรายการต่อไปนี้?
A. แครอท ผักโขม มะเขือเทศ แอพริคอต
B. มันฝรั่ง พาร์สนิป
C. ผักอาดแก้ว แตงกวา ถั่ว ถั่วแดง

คำตอบที่ดีที่สุด : A
ผักสด ดูจะให้แอนติออกชิแดนท์ฟาดฟันความชราได้ แต่ภารค้นคว้าใหม่จากมหา
วิทยาลัยบริสทอลพบว่า ส้ม และผักที่มีสีเข้ม จะมีแอนติออกชิแดนท์เบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้
ผิวเปลงปลั่งดูเป็นหน่มสาวและมีเสน่ห์

3 ระดับความเครียดคุณเป็นยังไง?
A. เป็นประเด็นใหญ่เลยล่ะ (หย่าร้างหรือกังวลเรื่อง เงิน )
B. ก็กังวลเรื่องงานอยู่บ้าง (เส้นตายกระชั้นเข้ามา )
C.ไม่มีอะไรทำให้เครียดได้นานหรอก

คำตอบที่ดีที่สุด : C
ความเครียดเป็นตัวทำให้ผิวชรา การศึกษาพบว่าฝาแฝดที่ผ่านการหย่าร้างหรีอกินยาแก้
อาการซึมเศร้าอาจดูแก่กว่าที่หรือน้องถึงสองปีเพราะ ความเครียด เปลี่ยนระดับ ฮอร์โมน
สเตียรอยด์ ที่ผิวหนังซึ่งทำให้คอลลาเจนอ่อนแอลง ส่วนความเครียดแค่ช่วงสั้น (เส้นตายส่งงาน) จะไปรบกวนภูมิค้มกันผิว

4คุณสูบบุหรี่หรือไม่?
A. ไม่เคย
B. ไม่ แต่เคยสูบมาก่อน
C. สูบ

คำตอบที่ดีที่สุด : A
นักสูบบุหรี่จะดูมีอายุมากกว่าจริง 5-7 ปี อาจเป็นเพราะผิว 40 % บางกว่าพวกไม่สูบบหรี่
ปัญหาคือการสูบบหรี่กระตุ้นการผลิตเอมไชม์ตัวทำลายคอลลาเจนที่เรียกว่า MMP1 เมี่อ
ผสมกับการโดนแดดเข้าไปแล้วจัดเป็นส่วนผสมที่อันตราย

5.คุณมีเซ็กส์บ่อยแค่ไหน?
A. แทบไม่มีเลย
B.เดือนละครั้งสองครั้ง
C.สัปดาห์ละสามครั้งหรือมากกว่านั้น

คำตอบที่ดีที่สุด : C
อาจฟังดู แปลก แต่สัตว์ที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมออาจดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงถึง 12 ปี
นักค้นคว้าจากโรงพยาบาลสก๊อตแลนด์กล่าวไว้ที่จริงเซ็กส์จัดเป็นตัวบ่งชี้ความเยาว์วัยที่สำคัญ
เป็นอันดับสอง ข่าวดีคือการออกกำลังกายเป็นตัวบ่งชี้อันดับแรก ซึ่งคุณไม่ต้องอาศัยนอนมา
ทำด้วย



ที่มา นิตยสารSlimming ฉบับ June 2011

04 June, 2011

ขจัดรังแค ด้วยของใกล้ตัว

ใครเป็นรังแคมักจะรำคาญ และทำให้เสียบุคลิกภาพมาก ๆ จึงเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับผู้เป็นอย่าง
มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องรังแค บางทีของใกล้ ๆ ตัวเหล่านี้อาจจะช่วยคุณได้

สูตรขจัดรังแค ผมสวย

ภาพจากplay.kapook.com/photo/show-55301

. ว่านหางจระเข้ หากในบ้านมีต้นว่านหางจระเข้ก็ให้นำเอาเจลสดๆ ของมันมาทาให้ทั่วหนังศีรษะ (แต่ต้อง
แน่ใจว่าคุณไม่แพ้) ทิ้งไว้ประมาณ 30-40 นาที ก่อนที่จะล้างออกให้สะอาด

. น้ำมันจมูกข้าว นำน้ำมันจมูกข้าวประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะมารุ่นให้อุ่น ๆ แล้วนำมานวดหนังศีรษะให้ทั่ว
แล้วใช้ผ้าขนหนูที่อุ่นๆ คลุมศืรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 30-40 นาที แล้วค่อยสระผมให้สะอาด

. ทรีทีออย จัดเป็นอีกทางเลือกในการขจัดรังแคที่น่าสนใจ เพราะว่าทรีทีออยมีคุณสมบัติ ในการต่อต้าน
เชื้อราจึงช่วยขจัดรังแค โดยให้หยดทรีทีออย 2-3 หยดลงบนหนังศีรษะ แล้วสวดให้ซึมเข้าโดยไม่ต้อง
ล้าง ออก

. น้ำมันมะพร้าว อุ่นน้ำมันมะพร้าวให้อุ่น แล้วนำไปนวดให้ทั่วหนังศีรษะ ปล่อยทิ้งไว้ค้างคืน ก่อนจะสระผม
ในตอนเช้า ถ้าทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้งจะได้ผลดียิ่งขึ้น (จะใช้น้ำมันมะกอกแทนก็ได้)

. น้ำส้มหมักจากแอปเปิล ใช้น้ำส้มหมักจากแอปเปิ้ล 2 ส่วน ผสมในน้ำอีก 3 ส่วน สำหรับใช้เป็นน้ำ
สุดท้ายหลังจากที่กระผมและล้างให้สะอาดแล้ว หรืออาจจะใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 แก้วก็ได้

. โยเกิร์ต+น้ำมะนาว ใช้โยเกิร์ตและน้ำมะนาวอย่างละครึ่งถ้วย ต ห้เข้ากัน แล้วนำมาทาศีรษะแล้วทิ้งไว้
30 นาที ก่อนทีจะสระผมด้วยน้ำอุ่น

. มะนาว+พริกไทยดำ+นม ใช้น้ำมะนาว 1 ลูก พริกไทยดำป่น 10 กรัม นม 1/4 ถ้วย นำส่วนผสมทั้ง 3
จ้างมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมานวดศีรษะให้ทั่ว ทิ้งไว้ 60 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ลองเลือกใช้สูตรที่อ่อนๆ ดูก่อนดีกว่า บางทีคุณอาจจะหมดปัญหาเรื่องรังแคได้ง่าย ๆ

ที่มา นิตยสาร Healthtoday ฉบับ มิถุนายน 2554