สาวๆ กับความสวยต้องเป็นสิ่งที่คู่กันอยู่แล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายต่างสรรหาวิธี บำรุงผิวพรรณ ให้เปล่งปลั่งสดใสและให้ดูดีกันตลอดเวลา โดยเฉพาะเครื่องประทินผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุง โลชั่น มอยเจอร์ไรเซอร์ แต่ทราบไหมค่ะ ว่าแค่การทา ครีมบำรุง ผิวพรรณ ก็ต้องมีการใช้และทาอย่างถูกวิธีด้วยค่ะ จึงจะทำให้การบำรุงผิวเกิดประสิทธิภาพ เรามาดู วิธีทาครีมบำรุงผิว อย่างถูกวิธีกันเลยดีกว่า
1. ทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด แล้วเลือกปริมาณ ครีม ที่ต้องใช้ให้เหมาะตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม เพราะถ้าน้อยเกินไป ก็จะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรหรือถ้ามากเกินไป ก็จะทำให้ผิวหน้ามันเกินไป และก็เปลืองโดยใช่เหตุอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะประมาณ 1 ข้อนิ้ว เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด ของใบหน้าเลยค่ะ คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคางตามลำดับ นิ้วกลางและนิ้วนาง ในการเกลี่ยบริเวณที่กว้างที่สุดก่อน เช่น โหนกแก้ม โดยเริ่มจากส่วนกลางไปยังส่วนข้างๆ แล้วตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก โดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ เพราะอาจจะต้องใช้ ครีม ชนิดเฉพาะรอบดวงตาแทน
2.การลงน้ำหนักนิ้ว ควรจะเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ เพราะผิวหน้าเป็นผิวที่บอบบาง ควรได้รับการทะนุถนอม ถ้าลงน้ำหนักแรงเกินไป อาจจะทำให้เกิดรอยย่นในภายหลังได้
3.การทา ครีม รอบดวงตา ควรใช้ปริมาณ เนื้อครีม ประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว แล้วใช้นิ้วนางเพียงนิ้วเดียวในการทา เพราะจะน้ำหนักกดเบาที่สุด แล้วทา ครีม ไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา อาจจะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ แล้ววน ครีม รอบๆ ดวงตา จะวนเข้าหรือวนออกก็ได้ตามถนัด แต่ต้องวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง
4.การทาครีมบริเวณลำคอ ควรใช้ปริมาณ เนื้อครีม เท่ากับที่ใบหน้าประมาณ 1 ข้อมือโดยเริ่มจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอก่อน คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วทั้งหมดค่อยๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยานไปตามแนวโน้มถ่วงของโลก ทำให้เกิดรอยย่นภายหลังได้การทาครีมบริเวณหน้าอก อาจจะใช้ ครีม ที่เหลือจากลำคอ ทาลูบในช่วงอกต่อไปได้ โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง
5.การทาครีมบริเวณแขนขาและเท้า จะใช้ ครีม ปริมาณมากเช่นกัน ประมาณ 2-3 ข้อนิ้ว โดยเริ่มต้นที่ต้นแขนก่อนแล้วก็ลูบไล้มาที่ท้องแขนจนทั่วบริเวณทำเหมือนกันทั้งสองข้างเลยค่ะ จากนั้นก็เรื่อยมาที่ต้นขา แล้วทาวนจากด้านต้นขาไปปลายขา โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ เพื่อการซึมซับของเนื้อครีมสู่ผิว โดยควรจะเน้นบริเวณหน้าแข้งสองข้างให้มากเพราะบริเวณนี้จะแห้งกร้านได้ง่ายมาก ส่วนบริเวณเท้าควรทาทั้งสองด้าน คือ หลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้าเพื่อเป็นการผ่อนคลายและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตด้วย
ที่มา:http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1708&pagetype=product
รวมสูตรต่างๆ สูตรลดน้ำหนัก เคล็ดลับความงาม สูตรอาหาร เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ โปรแกรมต่างๆ อีกมากมายเรารวมไว้ให้คุณแล้ว thaisutra
14 October, 2010
05 October, 2010
มังสวิรัติ

ความหมายของ "มังสวิรัติ" คือการงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่บางคนแปลเจตนาต่างกัน บ้างก็ว่างดแค่เนื้อสัตว์ แต่บ้างก็งดรวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ด้วย เช่น นม ไข่ และอาหารที่ทำจากไข่และนม ทำให้แยกประเภทการกินอาหารมังสวิรัติได้หลายแบบ ได้แก่
-แมคโครไบโอติก (Macrobiotic) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เน้นอาหารที่สมดุล ที่หลายคนเรียกว่า หยิน-หยาง
-มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto-Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่กินนม ผลิตภัณฑ์จากนมและไข่
-มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่รับประทานไข่
-มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่รับประทานนมและผลิตภัณฑ์จากนม
-มังสวิรัติแบบเจ (J-ChineseVegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ หอม กระเทียม ขึ้นฉ่าย ใบยาสูบ และกระเทียมโทนหัวใหญ่ รวมไปถึงความเคร่งครัดในการปรุง ภาชนะต้องแยกต่างหาก และต้องรักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
-มังสวิรัติเคร่งครัดหรือบริสุทธิ์ (PureVegetarian) ไม่กินและไม่แตะต้องเนื้อ นม ไข่ และอาหารที่มีส่วนประกอบของไข่และนม
-มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater / Raw Diet / Raw Energy / Living Food) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์และกินพืชผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านการหุงต้มใดๆ
-มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) กินแต่ผลไม้ และถั่วหรือธัญพืช
ปัจจุบัน คนจำนวนไม่น้อยหันมากินอาหารมังสวิรัติกันมากขึ้น เพราะไม่อยากเสี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัวที่แถมโรควัวบ้า เนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่มาพร้อมกับสัตว์ปีก เป็นต้น (ลืมๆ ไปก่อนก็แล้วกันนะคะว่า บรรดาผัก ผลไม้ ก็อุดมไปด้วยยาฆ่าแมลงเหมือนกัน)
นอกจากนี้ โปรตีนปริมาณสูงและไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ ยังอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดตีบ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งลำไส้ ฯลฯ
ข้อดีของอาหารมังสวิรัติที่ส่วนใหญ่ปรุงจากผักและผลไม้ ก็คือเป็นอาหารที่มีกากใยสูง ย่อยง่าย ใช้พลังงานน้อย ขับถ่ายง่าย ไม่เกิดอาการท้องผูก ลดปริมาณคอเลสเตอรอล ที่สำคัญกากใยเหล่านี้มีอยู่เฉพาะในพืชผักและผลไม้เท่านั้น
เส้นใยที่มีในพืชผักและผลไม้ที่ช่วยป้องกันอาการป่วยไข้ เป็นต้นว่า "เพคติน" ซึ่งมีมากในกล้วย ส้ม องุ่น มัน แครอท ช่วยป้องกันโรคหัวใจและนิ่วในถุงน้ำดี "เซลลูโลส" ช่วยป้องกันอาการท้องผูก พบมากในมะละกอ มะขาม ผลไม้เปลือกแข็ง เมล็ดพืช "ลิกนิน" มีมากในข้าวกล้อง ถั่วงอก กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร นิ่วในถุงน้ำดี และเส้นเลือดขอด
นอกจากนี้วิตามินต่างๆ ที่ได้จากผักผลไม้ ยังช่วยลดการเป็นหวัดและอาการภูมิแพ้ได้ด้วย ว่ากันว่า วิตามินซีจากผักสดผลไม้สด มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร เนื่องจากวิตามินซีสามารถยับยั้งปฏิกิริยาการเกิดไนโตรซามีนส์ สารที่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร แต่เน้นว่าต้องสดจริงๆ นะคะ เพราะวิตามินซีสูญสลายได้ง่ายเหลือเกิน
ด้วยข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมา (ซึ่งก็เป็นแค่บางส่วน) ทำให้หลายคนยอมกินอาหารมังสวิรัติ แม้ว่าหน้าตาจะยั่วยวนชวนน้ำลายน้อยกว่าอาหารจากเนื้อ นม ไข่ ก็ตาม
สำหรับนักมังสวิรัติมือใหม่บางคน แค่เริ่มต้นด้วยข้าวกล้องก็อาจจะท้อเอาได้ง่ายๆ เอาแค่หุงข้าวกล้องให้อร่อย ก็กลายเป็นเรื่องยากซะแล้ว หลายคนติว่าแข็ง ฝืดคอเกินไป
เทคนิคการหุงข้าวกล้อง ไม่ยากค่ะ ข้าวกล้อง 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน ยกเว้นถ้าเป็นข้าวกล้องใหม่ ใส่น้ำแค่ 1 1/2 ส่วน กลเม็ดเคล็ดลับอยู่ที่ ให้เอาข้าวกล้องไปแช่น้ำประมาณ 1/2 ถึง 1 ชั่วโมงก่อนจะนำมาหุง และไม่ควรจะซื้อข้าวกล้องมาเก็บไว้นานเกิน 10-15 วันนะคะ เพราะข้าวกล้องจะมีความชื้น มีกลิ่นหอม และมีสารอาหารมาก จึงเป็นแหล่งอาหารของมอดและแมลงต่างๆ มากกว่าข้าวขาว นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าวกล้องถึงได้แพงกว่าข้าวขาว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี ...ก็เพราะว่ามันเก็บไว้ได้ไม่นานนี่เอง
แถมให้อีกนิดก่อนจากกันวันนี้ สำหรับคนที่อยากกินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เหม็นกลิ่นถั่วเหลือง ... ผลิตผลจากถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้หรือโปรตีนเกษตร ถ้านำมาประกอบอาหารทันทีจะมีกลิ่นถั่วเหลือง ดังนั้น ก่อนปรุง ให้นำไปลวกน้ำร้อน หรือต้มกับน้ำร้อนให้เดือดจนฟองขึ้นเป็นสีขาว ยกลง และบีบน้ำออก ล้างด้วยน้ำเย็น แล้วบีบน้ำให้แห้งอีกที ก่อนจะนำไปปรุงอาหาร
-แมคโครไบโอติก (Macrobiotic) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เน้นอาหารที่สมดุล ที่หลายคนเรียกว่า หยิน-หยาง
-มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto-Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่กินนม ผลิตภัณฑ์จากนมและไข่
-มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่รับประทานไข่
-มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่รับประทานนมและผลิตภัณฑ์จากนม
-มังสวิรัติแบบเจ (J-ChineseVegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ หอม กระเทียม ขึ้นฉ่าย ใบยาสูบ และกระเทียมโทนหัวใหญ่ รวมไปถึงความเคร่งครัดในการปรุง ภาชนะต้องแยกต่างหาก และต้องรักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
-มังสวิรัติเคร่งครัดหรือบริสุทธิ์ (PureVegetarian) ไม่กินและไม่แตะต้องเนื้อ นม ไข่ และอาหารที่มีส่วนประกอบของไข่และนม
-มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater / Raw Diet / Raw Energy / Living Food) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์และกินพืชผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านการหุงต้มใดๆ
-มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) กินแต่ผลไม้ และถั่วหรือธัญพืช
ปัจจุบัน คนจำนวนไม่น้อยหันมากินอาหารมังสวิรัติกันมากขึ้น เพราะไม่อยากเสี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัวที่แถมโรควัวบ้า เนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่มาพร้อมกับสัตว์ปีก เป็นต้น (ลืมๆ ไปก่อนก็แล้วกันนะคะว่า บรรดาผัก ผลไม้ ก็อุดมไปด้วยยาฆ่าแมลงเหมือนกัน)
นอกจากนี้ โปรตีนปริมาณสูงและไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ ยังอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดตีบ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งลำไส้ ฯลฯ
ข้อดีของอาหารมังสวิรัติที่ส่วนใหญ่ปรุงจากผักและผลไม้ ก็คือเป็นอาหารที่มีกากใยสูง ย่อยง่าย ใช้พลังงานน้อย ขับถ่ายง่าย ไม่เกิดอาการท้องผูก ลดปริมาณคอเลสเตอรอล ที่สำคัญกากใยเหล่านี้มีอยู่เฉพาะในพืชผักและผลไม้เท่านั้น
เส้นใยที่มีในพืชผักและผลไม้ที่ช่วยป้องกันอาการป่วยไข้ เป็นต้นว่า "เพคติน" ซึ่งมีมากในกล้วย ส้ม องุ่น มัน แครอท ช่วยป้องกันโรคหัวใจและนิ่วในถุงน้ำดี "เซลลูโลส" ช่วยป้องกันอาการท้องผูก พบมากในมะละกอ มะขาม ผลไม้เปลือกแข็ง เมล็ดพืช "ลิกนิน" มีมากในข้าวกล้อง ถั่วงอก กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร นิ่วในถุงน้ำดี และเส้นเลือดขอด
นอกจากนี้วิตามินต่างๆ ที่ได้จากผักผลไม้ ยังช่วยลดการเป็นหวัดและอาการภูมิแพ้ได้ด้วย ว่ากันว่า วิตามินซีจากผักสดผลไม้สด มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร เนื่องจากวิตามินซีสามารถยับยั้งปฏิกิริยาการเกิดไนโตรซามีนส์ สารที่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร แต่เน้นว่าต้องสดจริงๆ นะคะ เพราะวิตามินซีสูญสลายได้ง่ายเหลือเกิน
ด้วยข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมา (ซึ่งก็เป็นแค่บางส่วน) ทำให้หลายคนยอมกินอาหารมังสวิรัติ แม้ว่าหน้าตาจะยั่วยวนชวนน้ำลายน้อยกว่าอาหารจากเนื้อ นม ไข่ ก็ตาม
สำหรับนักมังสวิรัติมือใหม่บางคน แค่เริ่มต้นด้วยข้าวกล้องก็อาจจะท้อเอาได้ง่ายๆ เอาแค่หุงข้าวกล้องให้อร่อย ก็กลายเป็นเรื่องยากซะแล้ว หลายคนติว่าแข็ง ฝืดคอเกินไป
เทคนิคการหุงข้าวกล้อง ไม่ยากค่ะ ข้าวกล้อง 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน ยกเว้นถ้าเป็นข้าวกล้องใหม่ ใส่น้ำแค่ 1 1/2 ส่วน กลเม็ดเคล็ดลับอยู่ที่ ให้เอาข้าวกล้องไปแช่น้ำประมาณ 1/2 ถึง 1 ชั่วโมงก่อนจะนำมาหุง และไม่ควรจะซื้อข้าวกล้องมาเก็บไว้นานเกิน 10-15 วันนะคะ เพราะข้าวกล้องจะมีความชื้น มีกลิ่นหอม และมีสารอาหารมาก จึงเป็นแหล่งอาหารของมอดและแมลงต่างๆ มากกว่าข้าวขาว นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าวกล้องถึงได้แพงกว่าข้าวขาว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี ...ก็เพราะว่ามันเก็บไว้ได้ไม่นานนี่เอง
แถมให้อีกนิดก่อนจากกันวันนี้ สำหรับคนที่อยากกินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เหม็นกลิ่นถั่วเหลือง ... ผลิตผลจากถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้หรือโปรตีนเกษตร ถ้านำมาประกอบอาหารทันทีจะมีกลิ่นถั่วเหลือง ดังนั้น ก่อนปรุง ให้นำไปลวกน้ำร้อน หรือต้มกับน้ำร้อนให้เดือดจนฟองขึ้นเป็นสีขาว ยกลง และบีบน้ำออก ล้างด้วยน้ำเย็น แล้วบีบน้ำให้แห้งอีกที ก่อนจะนำไปปรุงอาหาร
Subscribe to:
Posts (Atom)