05 February, 2011

วิธีกินเพื่อเพื่อให้สุขภาพดี 9 วิธี



การมีสุขภาพดีนั้นเป็นที่ปรารถนาของคนเรา ทุกๆคน การกินอาหารนั้นนอกจากให้พลังงานแล้ว ยังทำให้เรามีสุขภาพดี แข็งแรง สดชื่น ไม่เป็นโรค วันนี้ มีวิธีกินอาหารเพื่อให้มีสุขภาพดี 9 วิธี มาแนะนำ
1.กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินแต่ล่ะหมู่ให้หลากหลาย
หมั่นดูแลน้ำหนักตัว แนะนำให้ยึดหลัก 5 หมู่และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ล่ะหมู่ให้มีความหลากหลายไม่จำเจอยู่เพียงไม่กี่ชนิด

น้ำหนักตัว เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวการณ์มีสุขภาพดี คนที่กินอาหารได้เหมาะสมจะสังเกตุได้จากการมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม จะมีน้ำหนักตัวที่ไม่ผอม หรืออ้วนเกินไป และน้ำหนักค่อนข้างคงที่ ลองใช้วิธีสังเกตดูว่า เสื้อผ้าเก่าๆเรานำกลับมาสวมใส่ได้หรือเปล่า ถ้าเริ่มรู้สึกอึดอัด แสดงว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไป น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากน้ำหนักปกติควร
ต้องควบคุมลดปริมาณอาหารให้น้อยลง อย่าเปลี่ยนขนาดของเสื้อผ้า ตามรูปร่าง เพราะจะทำให้น้ำหนักตัวและฟวนสัดเพิ่มขึ้น๒รื่อยๆ ด้วย เช่นกัน

ขณะเดียวกัน ถ้าน้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ได้สบายๆ กลับรู้สึกหลวมกว่าปกติ ก็ควรจะให้ความสนใจสังเกตตัวเองดูว่า ทานอาหารน้อยลงกว่าปกติหรือไม่ หาสาเหตุว่าผอมลงเพราะอะไร เพื่อป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงทีในกรณีที่อาจมีโรคภัยไข้เจ็บโดยไม่รู้ตัว ถ้าน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่รับประทานเหมือนปกติ ไม่ได้อดอาหาร ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ

สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต น้ำหนักตัวควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่เหมาะสม ผู้ปกครองควรดูแลเด็กโดยชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง

2.กินข้าวเป็นอาหารหลัก และกินแป้งอื่นๆเป็นบางมื้อ
คนไทยส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ซึ่งการกินข้าวเพื่อสุขภาพที่ดี ควรเลือกกินข้าวซ้อมมือเพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และ ใยอาหาร มากกว่าข้าวที่ ขัดสีจนขาว อาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ควรรับประทานเป็นบางมื้อเท่านั้น เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูป ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว

3.กินผักให้มาก กินผลไม้เป็นประจำ
พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คือ การจัดแยกผัก และผลไม้
เป็นอาหารคนล้ะชนิดเพราะบ้านเรา มีผักและผลไม้อุดมสมบรูณ์ มีให้เลือกบริโภคตลอดปี
พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่จำเป็นได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และ ให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหาร เช่น สารแอนตี้ออกชิแดนท์ ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์ ช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเวลล์ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส และเป้นสมุนไพรไปในตัว

4.กินปลา และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
อาหารเหล่านี้ เป็นอาหารที่ให้โปรตีน โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ชนิดต่างๆ
การกินเนื้อสัตว์ ควรเลือกที่ไม่ติดมันหรือที่มีมันน้อย ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรกินเป็นประจำเด็กควรกินวันละฟอง ผู้ใหญ่ภาวะปกติควรกินวันเว้นวัน หรือ สัปดาหละ2 - 3 ฟอง ส่วนคนที่มีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงควรลดปริมาณลง

5.ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
น้ำนม เป็นอาหารที่มีประโยชน์สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และ แร่ธาตุต่างๆ
ถ้ากลัวว่าการดื่มนมมากๆ อาจทำให้อ้วน ก็สามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมันได้ และในเวลาเดียวกันควรควบคุมปริมาณไขมัน ในอาหารชนิดอื่นด้วย เพราะเพียงไขมันจากน้ำนมอย่างเดียวไม่ไต้ทำให้เกิดโรคอ้วน เด็กควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว

6.กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
ถึงแม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโชนาการ เช่น โรคอ้วนภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้ แต่ร่างกายก็ต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะ ต้องควบคุมปริมาณ และ ชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม ลดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น หมูสามชั้น ขาหมูพะโล้ และ อาหารที่ใช้น้ำมัน หรือ กะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร

7.หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน-เค็มจัด
ส่วนประกอบสำคัญของอาหารรสหวานจัดและเค็มจัดได้แก่ น้ำตาล และ เกลือแกง ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 2 ชนิด เมื่อบริโภคมากเกินไป เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วน และ
โรคความดันโลหิตสูงวิธีปฏิบัติ นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัดเเละ เค็มจัดแล้ว ผู้บริโภคควรพยายามรับประทานอาหารที่มีรสธรรมดาไม่ควรเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มเติมในอาหารที่ปรุงแล้ว หรีอหันมากินอาหารแบบไทยเดิมที่มีกับข้าวหลายชนิด เพื่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลาย

8.กินอาหารที่สะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อน
การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนตางๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษสิ่งแปลกปลอมต่างๆผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสมอาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม สะอาดมีฉลากที่ถูกต้อง บอกวันหมดอายุ ส่วนประกอบ ชื่ออาหารสถานที่ ผลิต

นอกจากนี้ ควรมีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การใช้ช้อนกลาง หรือ ใช้หยิบจับอาหารแทนการใช้มือ

9.งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์มากๆ จะมีผลทำให้การทำงานของสมองและระบบประสาทช้าลง เกิดการขาดสติได้ง่าย นำไป การเกิดอุบัติเหตุ เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและ การขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด จึงควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

ข้อแนะนำการบริโภคอาหารสำหรับคนไทยทั้ง 9 ข้อ เป็นประโยชนลำหรับผู้บริโภคขาวไทยทุกคน เป็นการให้คำแนะนำ ในทางปฏิบัติได้ชัดเจนขื้น และ มีความยืดหยุ่นในตัว ที่แต่ละคนสามารถปรับให้เหมาะสมกับตนเองได้ เพื่อสุขภาพที่ดี
ขอบคุณภาพจาก vcharkarn.com/varticle/40063

28 January, 2011

การบำบัดด้วยอโรมาเธอราปี

การบำบัดด้วยอโรมาเธอราปีเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหย มาใช้ในการบำบัด น้ำมันที่ได้นี้สกัดมาจากส่วนต่างของพืช ชนิดต่างๆ

อโรมาเธอราปี




การบำบัดด้วยอโรมาเธอราปี


แบ่งออกเป็นบำบัดตามส่วนต่างๆเช่น

ผม
1.เพื่อแก้ปัญหาผมแห้ง
ทำได้โดยการผสมน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ เมล็ดแครอท เจอราเนี่ยม
เบิร์ช แซนเดิ้ลวู้ด เยรโรว์ อย่างใดอย่างหนึ่ง 2 หยดกับน้ำมันพื้นฐาน เช่น อัลมอนด์หอม อโวคาโด
โจโจบา น้ำมันงา จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ให้ชโลมเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูที่ชุบน้ำอุ่นไว้ 2 ชั่วโมง หรือทั้งคืนก็ได้ แล้วล้างออกด้วยน้ำผลไม้เช่น เลมอนคั้นสด ช่วยให้ผมเป็นเงางามไม่แห้ง และผมจัดทรงได้ดี

2.เพื่อแก้ปัญหาผมมัน
ให้สระด้วยแซมพูอ่อนๆ ที่ผสมโรสแมรี 1 หยด หรือจะใส่ลาเวนเดอร์
ยูคาลิปตัส ไซเพรส เลมอน เพราะน้ำมันหอมระเหยที่กล่าวมานี้ดีสำหรับผมมัน แต่ว่าจะใช้เบซิล เสจ ไทม์ ก็ได้เช่นกัน

3.แก้ปัญหาผมเสียหรือแตกปลาย
ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยเเคดเด และคาโมไมล์เยอรมันหยดในแชมพูอ่อนๆ สระผม หรึอจะใช้ผสม 2-3 หยดกับน้ำมันพื้นฐาน เช่น โจโจบา หรือน้ำมันงา ใช้นวดแล้วหมักโดยห่อผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

4.เพื่อให้ผมดำเงางาม
โดยใส่น้ำมันหอมระเหยแพทชูลี่ และกระดังงา อย่างละ 1 หยด ใน
น้ำ้มันตัวพา 1 ช้อนโต๊ะ นวดให้ทั่วหนังศีรษะ แล้วห่อด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น หมักทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ก่อน แล้วสระออก

อโรมาเธอราปีกับการอาบน้ำ
การจะแช่น้ำผสมน้ำมันหอมระเหยนั้น ก่อนอื่นต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อน แล้ว
จึงลงแช่โนอ่างอาบน้ำซึ่งได้หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปผสมกับน้ำอุ่น ต้องลงทันทีที่ผสม ความอุ่นของน้ำจะช่วยให้น้ำมันซึมซาบเข้าสู่ผีวพร้อมๆ กับได้สูดดมกลิ่นไอหอมไปด้วย จะทำให้รู้สึกดีผ่อนคลายและสบายตัวหากขัดถูด้วยฝองน้ำ หรือบวบถูตัวจะได้ผลดียิ่งขึ้น
ส่วนการอาบน้ำด้วยฝักบัว หรือตักอาบให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่น คิดให้หมาดๆ แล้ว
หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนผ้า ขัดถูตามร่างกายจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบาย และสดชื่น

เซลลูไลต์หรือเปลือกส้ม
การบำบัดเซลลูไลต์นั้นก็มีวิธีดังนี้
1. นวดบริเวณที่เป็นเซลลูไลต์ ด้วยน้ำมันนวดผสมกับน้ำมันหอมระเหยไซเพรส เจอราเนี่ยม เกรฟฟรุต จูนิเพอร์ ลาเวนเดอร์ เลมอน ออเร้นจ์ หรือ โรสแมรี่วันละ 2 ครั้งเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

2. ใส่น้ำมันหอมระเหยที่กล่าวมา 2-3 หยดในน้ำอุ่นๆ แล้วถูนวดกับฟองน้ำ หรือบวบถูตัว เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต น้ำมันหอมระเหยจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

สำหรับผิวเหี่ยวย่น หยาบกร้าน
-เพิ่มความชุ่มชื้น และลดริ้วรอย
โดยผสมน้ำมันหอมระเหยเมล็ดแครอท 4-5 หยดกับน้ำมันตัวพา 1 ช้อนโต๊ะ นวดผิวหนังวันละครั้งก่อนนอน อาจใช้พาลมาโรส หรือแฟรงคินเซ้นส์แทนก็ได้

-ทำให้ผิวหนังสดชื่นและคืนความมีชีวิตชีวา
โดยใช้น้ำมันหอมระเหยเฟนเนิล 4- 5 หยดกับน้ำมันตัวพา 1 ช้อนโต๊ะใช้ทานวดหน้าและลำคอเป็น
ประจำ

-ทานวดผิวเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง
ด้วยน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ เนโรลี่ เบอร์กาม็อทและกระดังงากับน้ำมันตัวพา อย่างเช่น อัลมอนด์หอม อีฟนิ่งพริมโรส อโวคาโด

เท้า
-หากเท้ามีอาการบวม
ให้แช่เท้าที่บวมในอ่างในน้ำแข็ง โดยผสมลาเวนเดอร์ 3 หยด แช่ 10นาที จะทำให้สดชื่น และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
-ผ่อนคลายเท้าในน้ำอุ่น
โดยใส่น้ำมันหอมระเหย 3 -5 หยด ใส่เกลือแมกนีเซียมซัลเฟต 1 ช้อน
โดยแช่ 15 นาที (ไซเพรส และทีทรีเป็นยาดับกลิ่นโดย ธรรมชาติ )

-นวดเท้าด้วยน้ำมันนวดที่ผสมน้ำหอมระเหย
โดยน้ำมันตัวพา 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมันหอมระเหย 4-5 หยด

สุขภาพปากและฟัน
สำหรับสุขภาพปากและฟัน ทำได้โดยหยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดในน้ำ 1/4 แก้ว คนให้เข้ากัน แล้วใช้บ้วนปาก หรือกลั้วคอสำหรับ เด็กควรใช้เพียง 1 หยดเท่านั้น

สำหรับการอบไอน้ำให้ใบหน้า
ให้เทน้ำร้อนประมาณ 1 ลิตรในอ่าง แล้วใส่น้ำมันหอมระเหยประมาณ 4-5 หยด จากนั้นอังหน้า
ไว้เหนือน้ำร้อนประมาณ 1 ฟุต ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะไว้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย
* อ่านคำเตือน หรือฉลากให้เข้าใจก่อนใช้
* ระวังในเรื่องของปริมาณการใช้น้ำมันหอมระเหย เพราะถ้าใช้มากเกินไปอาจทำให้ผิวหนัง
ระคายเคือง
* เก็บในขวดแก้วทึบแสง ให้พ้นจากความชื้น แสงแดด ความร้อน และใช้ให้หมดภายในเวลา
ที่กำหนดไว้ ประมาณ 1-3 ปี
*ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงต่อผิวหนัง
* ห้ามให้น้ำมันหอมระเหยเข้าดวงตา ซึ่งถ้าเข้าตาแล้วคุณควรธีล้างออกด้วยพสด หรือน้ำมัน
พืช และควรธึพบแพทย์โดยเร็ว
*อย่าปล่อยให้ผิวหนังโดนแสงแดด หลังการใช้น้ำมันหอมระเหยไลม์ เลมอน เบอร์กามอท
ออเร้นจ์ เพราะอาจเกิดอาการระคายเคืองได้
* ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ โดยไม่ได้รักษาแพทย์ก่อน ห้ามใช้นวดบำบัดผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยว
กับกล้ามเนื้อ หรือกระดูกหัก


ขอบคุณภาพจาก umember.com